'พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง' อาจไม่จริงเสมอไป "LEGO" ทำอย่างไร ในวันที่ธุรกิจในมือรุ่น 3 เกือบถึงทางตัน?

'พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง' อาจไม่จริงเสมอไป "LEGO" ทำอย่างไร ในวันที่ธุรกิจในมือรุ่น 3 เกือบถึงทางตัน?

ทำที่บ้าน

วลีที่ว่า "พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง" อาจเป็นเหมือนคำสาปสำหรับหลายธุรกิจครอบครัว แต่สำหรับ LEGO บริษัทของเล่นชื่อดังระดับโลก เรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้น

แม้จะเผชิญหน้ากับวิกฤตหนักในยุคของทายาทรุ่นที่ 3 แต่พวกเขาก็ผ่านมันมาได้ ด้วยการยอมรับความจริงว่าธุรกิจครอบครัว จะไปต่อได้ “ต้องเลิกเป็นธุรกิจครอบครัว”

พวกเขายอมปล่อยให้คนนอกธุรกิจเข้ามาช่วย จนสามารถผ่านพ้นวิกฤต และแสดงให้ครอบครัวอื่น ๆ เห็นว่า ด้วยการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด แม้แต่คำสาปก็อาจถูกพลิกให้เป็นโอกาสได้เช่นกัน…

รุ่น 1 - จุดเริ่มต้นจากรุ่นพ่อผู้เป็นช่างไม้

เรื่องราวของ LEGO เริ่มต้นจากคุณ Ole Kirk Christiansen ช่างไม้ชาวเดนมาร์กที่ทำธุรกิจไม้มาก่อน แต่เมื่อเศรษฐกิจแย่ลง เขาหันมาทำของเล่นไม้แทน เพราะเขาเชื่อว่าแม้เศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน เด็กๆ ก็ยังต้องเล่นของเล่น

เขาได้ไอเดียจากของจำลองเฟอร์นิเจอร์ที่เขาเคยทำ และเริ่มผลิตไม้ของเล่น ก่อนจะตั้งชื่อบริษัทว่า LEGO ซึ่งเป็นภาษาเดนมาร์กที่แปลว่า “เล่นได้ดี”

จนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เลโก้เริ่มผลิตของเล่นพลาสติก และในปี 1958 พวกเขาก็ได้คิดค้นตัวต่อแบบใหม่ที่มีปุ่มและท่อ ทำให้ตัวต่อแข็งแรงขึ้นและต่อกันได้สนิท โดยหลักการออกแบบของเลโก้คือ เรียบง่าย แต่ต่อได้หลากหลาย เหมือนกับที่คุณ Ole เคยบอกไว้ว่า "ต้องดีที่สุดเท่านั้นถึงจะพอ"

รุ่น 2 - สู่การเติบโตไปต่างประเทศ

Godtfred Kirk Kristiansen ลูกชายของคุณ Ole ได้เข้ามาช่วยงานธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ปี 1950 จากนั้นอีก 7 ปีต่อมา เขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ

Godtfred เกิดและโตมาพร้อมกับธุรกิจตัวต่อเลโก้ของพ่อ ทำให้เขารักและเชื่อมั่นในศักยภาพของ LEGO เขาจึงเป็นลูกชายผู้นำ LEGO ออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มต้นส่งไปที่สวีเดนและเยอรมนี

นอกจากจะรักในธุรกิจครอบครัวแล้ว Godtfred ก็ใส่ใจคุณภาพมากๆ เมื่อเขาพบว่าลูกค้าบ่นว่าตัวต่อเลโก้ต่อแล้วหลุดง่าย เขาจึงคิดค้นระบบล็อกตัวต่อแบบมีท่อข้างในทำให้ต่อได้แข็งแรงขึ้น ซึ่ง LEGO ก็ยังใช้วิธีดังกล่าวมาจนถึงทุกวันนี้

รุ่น 3 - “พี่เลี้ยงจำเป็น” ตัวช่วยการส่งไม้ต่อ

ทายาทรุ่นที่ 3 ที่รอรับไม้ต่อคือ Kjeld Kirk Kristiansen แต่การจะส่งต่อธุรกิจให้ทายาทของ LEGO รุ่นนี้มีความท้าทายมาก เพราะในยุค 1970 LEGO ได้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตของเล่นระดับโลก มีโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น และมีโรงงานกับพนักงานอยู่ต่างประเทศมากมาย

การจะให้ทายาทรุ่นใหม่เข้ามาบริหารทันทีจึงเสี่ยงเกินไป LEGO จึงตัดสินใจดึง Vagn Holck Andersen ซึ่งเป็นคนนอกครอบครัวมาเป็น CEO ในช่วงการส่งต่อ โดยเขาก็ได้เข้ามาช่วยเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง Godtfred และ Kjeld สองพ่อลูกให้เข้าใจกัน และทำงานร่วมกันได้ 

Vagn Holck กลายเป็นเหมือนพี่เลี้ยง คอยสอนงาน ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาให้กับ Kjeld ในช่วงที่เขากำลังเรียนรู้งานและเตรียมพร้อมที่จะเป็นผู้นำ 

จนในปี 1979 Vagn Holck จึงสละตำแหน่งให้ Kjeld ทายาทรุ่นที่ 3 ขึ้นมาเป็น CEO แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็น CEO แล้ว Vagn Holck ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและคอยช่วยเหลือ Kjeld จนถึงช่วงปี 1980 

เก่งได้ แม้ในยามที่ไร้พี่เลี้ยง แต่ก็ล้มได้ ด้วยปัจจัยภายนอก

ผลลัพธ์จากการวางแผนส่งต่อธุรกิจที่รอบคอบ ก็ส่งผลให้ Kjeld ทายาทรุ่นที่ 3 สามารถนำพา LEGO ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง 

เขาเปิดโรงงานใหม่ๆ ทั่วโลก ขยายกำลังการผลิต และเริ่มใช้กระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติเพื่อผลิตเลโก้ให้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น จนยุคนั้นกลายเป็นหนึ่งในยุคทองของ LEGO อยู่ประมาณ 20 ปีเลยทีเดียว

พอเข้าปี 1995 พวกเขาจึงเตรียมการวางแผนการสืบทอดธุรกิจที่รัดกุมขึ้น และจัดตั้ง Family Office เรียกว่า Kirkbi ขึ้นมาไว้บริหารจัดการความมั่งคั่งของตระกูล และถือหุ้นใหญ่ใน The LEGO Group 

แต่แล้วปัญหาก็ไม่จบสิ้น LEGO เริ่มประสบปัญหาสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของบริษัท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศในแถบตะวันตกมีจำนวนเด็กน้อยลง และรูปแบบการเล่นของเด็กๆ ก็เปลี่ยนไป

จนในที่สุดปี 1998 บริษัทก็ขาดทุนเป็นครั้งแรก และตัวเลขรายได้ก็ยังคงย่ำแย่มาเรื่อยๆ จนในปี 2004 Kjeld Kirk Kristiansen ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง CEO และแต่งตั้ง Jorgen Vig Knudstrop ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนนอกตระกูล ผู้เป็นที่ปรึกษาของ LEGO มา 3 ปี ขึ้นเป็น CEO คนใหม่

บทสรุปของการปล่อยให้ ‘คนนอก’ เข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวเป็นครั้งที่ 2

เมื่อขึ้นเป็น CEO คนใหม่ Jorgen ก็ปรับปรุง LEGO หลายอย่าง เช่น การขาย LEGOLAND หนึ่งในธุรกิจสวนสนุกที่ไม่ทำกำไรของ LEGO ออก การจับมือกับหนังดังๆ เปิดตัวชุดตัวต่อกับ Star Wars และ Indiana Jones จนทำให้ในที่สุด LEGO ก็กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง และยังยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน

Jorgen Vig Knudstrop เป็น CEO ให้ LEGO นานถึง 12 ปี ก่อนจะมอบตำแหน่งให้กับ Bali Padda ให้เป็น CEO ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ Niels B. Christiansen จะเข้ารับตำแหน่ง CEO ยาวจนถึงปัจจุบัน

และเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 2023 Kjeld ทายาทรุ่นที่ 3 ก็ได้ส่งมอบ Kirkbi หรือ Family Office ของ LEGO ให้กับลูกชายของเขา คือ Thomas Kirk Kristiansen ซึ่งปัจจุบัน Thomas ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหารของ Kirkbi และ The LEGO Group ด้วย…

เรื่องราวของ LEGO เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าคำสาป "พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง" ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกธุรกิจครอบครัว หากมีการวางแผนสืบทอดที่ดี 

และจุดที่หลายธุรกิจครอบครัวต้องเรียนรู้ คือความกล้าหาญในการยอมรับความจริงเมื่อเผชิญกับปัญหา 

เหมือนที่ตระกูลของ LEGO ยอมปล่อยให้คนนอกเข้ามาบริหารธุรกิจที่สืบทอดกันมาถึง 3 รุ่น เพราะหากทู่ซี้ทำต่อ แม้แต่ธุรกิจครอบครัว ก็อาจไม่หลงเหลือไว้ให้ดูแล

อ้างอิง 

- LEGO – Succession planning is a journey

https://silvansbusinessinsights.business.blog/2024/08/29/lego-succession-planning-is-a-journey

- The History of LEGO

https://moc2000.medium.com/the-history-of-lego-bad580ac1c2b

- Brick by Brick: A History of LEGO

https://www.librarypoint.org/blogs/post/history-of-lego/