อีโก้ล้นรันเวย์  จากถั่วถุงเดียว ที่ทำให้พ่อต้องลงจากตำแหน่ง มหากาพย์ครอบครัว Korean Air ที่เกือบพังเพราะ ‘อารมณ์ชั่ววูบ’

อีโก้ล้นรันเวย์ จากถั่วถุงเดียว ที่ทำให้พ่อต้องลงจากตำแหน่ง มหากาพย์ครอบครัว Korean Air ที่เกือบพังเพราะ ‘อารมณ์ชั่ววูบ’

ทำที่บ้าน

ใครจะคิดว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เครื่องบิน Korean Air ที่กำลังเตรียมตัว Take off จากสนามบิน JFK ต้องหันหัวกลับเข้าเกตไม่ได้มาจากเหตุฉุกเฉิน หรือคอขาดบาดตาย แต่เป็นเพราะลูกเจ้าของสายการบิน ไม่พอใจที่ลูกเรือเสิร์ฟถั่วมาในถุงแทนที่จะจัดใส่จาน! 

เหตุการณ์ Nut Rage นี้ทำให้สังคมเริ่มมองเห็นความยุ่งเหยิงภายในตระกูลแชโบลที่ทรงอิทธิพล และเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในตระกูล Cho ที่กุมอำนาจสายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้ 

จุดเริ่มต้นของ Korean Air

ก่อนจะมาเป็นสายการบินแห่งชาติ ตระกูลนี้เริ่มต้นจากชายที่ชื่อว่า Cho Choong-Hoon ได้ก่อตั้งบริษัทขนส่งชื่อ Hanjin Transportation ในปี 1945 ที่เริ่มต้นจากรถบรรทุก 1 คันแถวท่าเรืออินชอน ทำการขนส่งให้กับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อขนส่งในเกาหลี และเวียดนาม และเป็นบริษัทขนส่งเดียวที่ทำสัญญา ขนส่งทหารสหรัฐฯ ทำให้สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัท 

ต่อมาในปี 1969 ด้วยความรักชาติ Cho Choong-Hoon ได้เข้าซื้อสายการบิน Korean Air ที่กำลังขาดทุน ต่อจากรัฐบาล เริ่มต้นจากเครื่องบินเพียงแค่ 8 ลำ แต่ภายใน 6 ปี กลับสร้างรายได้มหาศาล รวมไปถึงขยาย เส้นทางบินไปยังยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลางได้สำเร็จ 

ชีวิตส่วนตัวของ Cho Choong-Hoon เขาได้แต่งงานกับ Kim Jung-il และมีลูกชาย 4 คน ได้แก่ Cho Yang-Ho, Cho Soo-ho, Cho Num-Ho และ Cho Jung-Ho พร้อมกับลูกสาวคนสุดท้อง 1 คน

Cho Choon-Hoon เสียชีวิตในปี 2002 โดยส่งต่อบริษัทให้กับลูกชายทั้ง 4 คน 

ลูกชายคนที่ 1 Cho Yang-Ho ได้รับ Hanjin Group และ Korean Air 

ลูกชายคนที่ 2 Cho Num-Ho ได้รับ Hanjin Heavy Industries บริษัทต่อเรือ และวิศวกรรมก่อสร้าง 

ลูกชายคนที่ 3 Cho Soo-Ho ได้รับ Hanjin Shipping บริษัทขนส่งทางเรือ

ลูกชายคนที่ 4 Cho Jung-Ho ได้รับบริษัทการเงิน และประกันภัย

จุดเริ่มต้นความปั่นป่วนของทายาทแชโบล

หลังจากที่พ่อ Cho Choon-Hoon เสียชีวิต ลูกๆ ทั้ง 4 คนก็ใช้เวลากว่า 6 ปีต่อสู้กันในชั้นศาล เพราะมีการตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของพินัยกรรมที่เหมือนจะเอื้อลูกชายคนโต เพราะว่าบริษัท Hanjin Heavy Industries ของลูกคนที่ 2 และบริษัท Hanjin Shipping ของลูกคนที่ 3 ได้รับไปนั้นถูกยื่นฟ้องล้มละลายในหลายปีต่อมา ทำให้สายสัมพันธ์ของลูกทั้ง 4 คนดูห่างเหินนับตั้งแต่นั้นมา 

ต่อมา Cho Yang-Ho (ลูกคนโต) แต่งงานกับภรรยา Lee Myeong-Hee ที่ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียว โดยในปี 2018 เธอถูกออกหมายจับเนื่องจากทำร้ายร่างกายพนักงาน แต่เธอพยายามยื่นใบรับรองแพทย์ว่าเธอถูกวินิจฉัย ว่ามีอาการ Rage Control Disorder หรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ตอนโมโห หรือโกรธจัด ทำให้ศาลไม่ได้ออกหมายจับกับเธอ

โดยทั้งคู่มีทายาท 3 คนที่ไม่ได้สืบทอดแค่ทรัพย์สิน หรือบริษัทจากพ่อ แต่รวมไปถึงบุคลิกรุนแรงจากแม่ด้วย

ลูกสาวคนโต Cho Hyun-Ah (Heather Cho) อดีตรองประธานของ Korean Air 

ลูกชายคนกลาง Cho Won-Tae (Walter Cho) ประธานคนปัจจุบันของ Korean Air 

ลูกสาวคนเล็ก Cho Hyun-min (Emily Cho) อดีต Senior VP ของ Korean Air 

ความปั่นป่วนของทายาทแชโบลรุ่นลูก 

ปี 2014 Heather Cho (ลูกสาวคนโต) สร้างเรื่องสุดฉาวโฉ่ให้กับตระกูล บนเครื่องบิน Korean Air เที่ยวบินที่ KE086 ในสนามบิน JFK สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเวลาที่เครื่องบินเตรียมตัว Take off หัวหน้าลูกเรือได้เสิร์ฟถั่วแมคคาเดเมียมาในถุงให้กับเธอแทนที่จะจัดใส่จาน 

Heather ฟิวส์ขาดกับถั่วแมคคาเดเมียตรงหน้า เธอสั่งให้หัวหน้าลูกเรือคุกเข่าขอโทษ และสั่งให้กัปตันวนเครื่องกลับเข้าเกตเพื่อไล่หัวหน้าลูกเรือคนนั้นออกจากเครื่องบิน ทำให้เที่ยวบินล่าช้ากว่ากำหนด 20 นาที ส่งผลกระทบกับผู้โดยสารกว่า 250 ชีวิตบนเครื่อง 

เหตุการณ์นี้ทำให้ Heather ต้องลาออกจากตำแหน่ง ถูกตัดสินจำคุกกว่า 12 เดือน แต่รับโทษจริงแค่ 5 เดือน พร้อมกับ Cho Yang-Ho ผู้เป็นพ่อต้องออกมาก้มหัวขอโทษให้กับสาธารณะ

ถ้าพี่สาวได้ขึ้นพาดหัวข่าว น้องสาวคนสุดท้องอย่าง Emily ก็ไม่น้อยหน้า เพราะในปี 2018 ระหว่างการประชุมในบริษัท เธอได้ลุกขึ้นสาดน้ำใส่หน้าคนในที่ประชุมทำให้สังคมลุกฮือบังคับให้เธอออกมาขอโทษ และได้ก้าวลงจากตำแหน่งในบริษัทในเวลาต่อมา 

วีรกรรมของลูกสาวทั้ง 2 คนจุดไฟในอกให้กับเหล่าผู้ถือหุ้นทำให้เกิดการโหวตเพื่อขับไล่ Cho Yang-Ho ผู้เป็นพ่อลงจากตำแหน่งบอร์ดของ Korean Air จนในปี 2019 Cho Yang-Ho ก็ได้ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกา และเสียชีวิตที่นั่นด้วยวัย 70 ปี

หลังหมดยุคของพ่อ Walter Cho ลูกชายคนกลางได้ขึ้นมารับตำแหน่งผู้บริหาร Hanjin Group และ Korean Air แทน และการเสียชีวิตของพ่อในครั้งนี้เปิดประตูให้พี่น้องหันมาแย่งอำนาจกันเอง 

สงครามชิงบัลลังก์ระหว่างพี่-น้อง 

ช่วงปี 2018 ก่อนที่ Cho Yang-Ho จะเสียชีวิต กองทุน Korea Corporate Governance Improvement (KCGI) ทยอยซื้อหุ้นของ Hanjin KAL ด้วยสัดส่วน 9% ให้เหตุผลว่าการบริหารแบบแชโบลไม่โปร่งใส และทำให้หุ้นของบริษัทถูกมองว่าไม่มีคุณค่า 

ทางฝั่ง Heather พี่สาวให้สัมภาษณ์ผ่านทนายว่า Walter น้องชายบริหารโดยไม่ปรึกษาครอบครัว และขัดต่อเจตนารมณ์ของพ่อ เลยจับมือกับ KCGI และ Bando Engineering เรียกร้องผ่านบอร์ดให้เปลี่ยนผู้นำมาเป็น Kim Shin-Bae รองประธานของ SK Holding ที่ดูแล SK group หนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้

ซึ่งทาง Bando Engineering เอง ก็โดน Hanjin ร้องเรียนให้ FSS (Financial Supervisory Service)  ตรวจสอบ อ้างว่าประธานของ Bando Engineering ไปพบผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพื่อเรียกร้องตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ของ Hanjin ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ตอนต้นที่บอกว่าซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนเท่านั้น

ทางฝั่ง Walter ก็มีอัศวินขี่ม้าขาวอย่าง Delta Air Lines เข้ามาช่วยเพิ่มสัดส่วนหุ้นใน Hanjin อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลโหวตเปลี่ยนตัวผู้นำสูสี แต่ Walter ก็ยังสามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ 

ถึงจะแพ้การโหวต แต่ฝั่ง KCGI ก็ไม่ยอมแพ้ กว้านซื้อหุ้นในช่วงกลางปี 2020 จนมีหุ้นสูงกว่า Walter แต่ Korea Development Bank (KDB) ก็เข้ามาซื้อหุ้น Hanjin พร้อมสนับสนุนฝ่ายบริหารปัจจุบัน ซึ่งการเข้ามาของ KDB ทำให้อำนาจของฝั่ง KCGI และพี่สาวลดลง เพราะ KDB เข้ามาในฐานะเจ้าหนี้ของสายการบิน Asiana Airlines ที่ทาง Korean Air กำลังจะซื้อ 

บทสรุปของสงครามระหว่างพี่น้อง Korean Air คือฝ่ายน้องชายอย่าง Walter ชนะ สามารถรักษาตำแหน่งประธานไว้ได้ และจับมือกับ KDB เข้าซื้อ Asiana Airlines กลายเป็นสายการบินที่ครองเครื่องบินกว่า 200 ลำในเกาหลีใต้ ส่วนทางพี่สาวได้ล่าถอยไป และ KCGI ได้ยุติการถือหุ้น ถอนตัวออกไปพร้อมกับกำไรเกือบ 2 เท่า 

เรื่องราวของครอบครัว Korean Air ไม่ได้เป็นแค่ข่าวดราม่าครอบครัว แต่เป็นกรณีศึกษาชั้นดีของ Family Business โดยเฉพาะการรักษาภาพลักษณ์ของธุรกิจจากสมาชิกในครอบครัว และเรื่องความชัดเจนในการสืบทอดอำนาจ 

การปลูกฝังทายาทในเรื่องของอีโก้เป็นเรื่องสำคัญในธุรกิจครอบครัว เพราะยิ่งธุรกิจครอบครัวใหญ่ อีโก้ของสมาชิกครอบครัวยิ่งต้องเล็ก เพราะต้นทุนจากอารมณ์ชั่ววูบขึ้นเรื่อยๆ 

Heather ฉุนเรื่องถั่ว นำไปสู่การลาออก และจำคุก ส่วน Emily ฉุนเพื่อนร่วมงาน สาดน้ำใส่ จนต้องก้าวลง จากตำแหน่ง 2 เหตุการณ์นี้ทำให้ Yang-Ho ผู้เป็นพ่อถูกผู้ถือหุ้นโหวตลงจากตำแหน่งในที่สุด 

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก อารมณ์ชั่ววูบของเจ้าของอาจทำให้เสียลูกค้าไม่กี่ราย แต่สำหรับธุรกิจใหญ่ที่มีสาธารณะ และผู้ถือหุ้นเฝ้าดูอยู่ อารมณ์ชั่ววูบของสมาชิกเพียงคนเดียวอาจทำให้ทั้งตระกูลเสียอำนาจในบริษัทที่ปั้นมาทั้งชีวิต 

อีกบทเรียนคือความขัดแย้งระหว่างพี่สาว และน้องชายที่เหมือนการชักศึกเข้าบ้าน แสดงให้เห็นว่าการส่งต่อ อำนาจของรุ่นพ่อทำได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวควรมีธรรมนูญครอบครัวที่ระบุชัดเจนว่าใครจะดูแล ส่วนไหน 

สุดท้ายบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่แพ้การสอนให้ทุกธุรกิจรู้ว่า ยิ่งธุรกิจใหญ่โตเท่าไหร่ อีโก้ของสมาชิกในครอบครัวยิ่งต้องเล็กลงเท่านั้น 

#ทำที่บ้าน

#FamilyBusinessHistory


อ้างอิง:

https://www.koreaherald.com/article/1972279 

https://www.koreaherald.com/article/1965158 

https://www.koreatimes.co.kr/opinion/20190407/dangerous-family 

https://www.koreaherald.com/article/2020831#:~:text=During%20a%20press%20briefing%20last,%2Dhee%2C%20owns%205.95%20percent. 

https://www.forbes.com/sites/donaldkirk/2015/04/29/feeling-shortchanged-meritzs-cho-jung-ho-builds-his-own-empire/ 

https://www.bbc.com/news/world-asia-46624293