เจ้าของแบรนด์รองเท้า 'La Botte' กับการพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีคุณค่า ก่อนนำประสบการณ์กลับมา “ทำที่บ้าน”
เมื่อพูดถึงการ "ทำที่บ้าน" หลายคนอาจนึกถึงการกลับไปรับช่วงธุรกิจครอบครัวทันทีหลังเรียนจบ แต่สำหรับ "โต้ง - กัลป์ เตชะศรินทร์" เขาเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป ด้วยการสร้างแบรนด์รองเท้า “La Botte” ของตัวเองจนเติบโต ก่อนจะนำประสบการณ์การบริหารที่สั่งสมมากลับไปช่วยธุรกิจของครอบครัวในฐานะที่ปรึกษา
ความกล้าคิด กล้าลงมือทำ กล้าล้มและกล้าลุก ทำให้วันนี้เขาเป็นทั้งนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จ และทายาทที่ครอบครัวพร้อมรับฟัง
โรงเรียนธุรกิจที่ชื่อว่าบ้าน
คุณโต้งเล่าว่า เขาซึมซับแนวคิดการทำธุรกิจจากครอบครัวฝั่งคุณแม่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตนอตและธุรกิจสนามกอล์ฟ ในวงสนทนาบนโต๊ะอาหารมักจะได้ยินการแลกเปลี่ยนสถานการณ์ธุรกิจของที่บ้านอยู่เสมอ ส่วนตัวของคุณโต้งเองก็ชอบขายของมาตั้งแต่เด็กๆ เริ่มจากขายปากกาเล็กๆ น้อยๆ ในวัยประถม เรื่อยไปจนถึงขายการ์ดเกม เสื้อผ้า เคสโทรศัพท์มือถือ
“บ้านฝั่งคุณแม่ทำธุรกิจ คุณแม่มีพี่น้องสี่คน ทั้งสี่คนกลับมาทำที่บ้านหมดเลย ผมได้ยินเขาคุยเรื่องธุรกิจตั้งแต่เด็ก เกี่ยวกับซัพพลายเออร์ เกี่ยวกับลูกน้องอยู่ตลอด
ส่วนตัวผมเองชอบขายของตั้งแต่เด็ก ตอนป.2 ซื้อปากกาไปขายเพื่อนๆ เรามีของใหม่ไปวันเปิดเทอม แล้วเพื่อนข้างๆ ไม่ได้ซื้อมา เราก็เลยขายต่อ เวลาเราไปซื้อเราก็ซื้อมาเผื่อไปขายด้วย สักพักก็เริ่มขายการ์ดโปเกมอน การ์ดยูกิ ได้เงินก็เอาไปเปิดกล่องการ์ดเพิ่ม จากการ์ดเริ่มขยับเป็นเสื้อผ้า เป็นเคสโทรศัพท์
ที่ทำเพราะสนุก และอยากหาเงินด้วย เอาไปซื้อขนม ไปเดินสยาม เพราะที่บ้านสนับสนุนเราในเรื่องเรียน เรื่องสำคัญ แต่เราอยากฟุ่มเฟือย เลยต้องหาเงินใช้เอง”

La Botte แบรนด์รองเท้าจากเด็ก ม.4
“ไอเดียการขายรองเท้าของผมเริ่มมาตอนม.4 ตอนนั้นไปเดินสยาม แล้วเราสังเกตว่า ทำไมคนเขาใส่รองเท้าที่ดูเหมือนๆ กันไปหมดเลย รองเท้าถ้าไม่ใช่แบบถูกๆ ราคา 100-200 บาท ก็ขยับขึ้นไปราคาหลักพันเลย แต่ก็ยังดูไม่ค่อยมีคุณภาพ เราคิดว่า ทำไมไม่มีช่วงตรงกลาง ราคา 500-600 บาท และมีคุณภาพดีบ้าง ประกอบกับผมมีโอกาสไปเที่ยวประเทศจีนกับที่บ้าน ไปดูโรงงานต่างๆ เจอโรงงานทำรองเท้าก็เลยลองสั่งมาดู พอโรงงานถามว่า จะให้ใช้ชื่อโลโก้ว่าอะไร ก็เลยไปถามเพื่อน เพื่อนช่วยหามาให้เลือก เราอ่านๆ ดูก็ชอบชื่อ ‘La Botte’ มีสองพยางค์และดูเป็นสากลดี ก็เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย”

ทำงานหลากหลาย แต่สุดท้ายเลือกทำสิ่งที่สำคัญ
ด้วยความเป็นคนไม่หยุดนิ่ง คุณโต้งขยันทำงานหลายอย่างตั้งแต่ยังเรียนมัธยมจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นการสอนพิเศษ รับเครื่องประดับและกระเป๋ามาขาย ไปจนถึงรับจัดปาร์ตี้ในผับช่วงวันธรรมดา ทั้งหมดนี้ทำควบคู่ไปกับการเรียนที่ทำได้ดีในระดับเกียรตินิยมเช่นกัน
“ช่วงยื่นสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราอ่านหนังสือสอบเยอะมาก และลองสนามสอบมาหลายครั้ง เลยคิดว่า เราน่าจะพอสอนคนอื่นได้ เลยเปิดสอน SAT ช่วงต้นปี 2019 ที่เป็นช่วงเดียวกับที่เราไปเจอโรงงานรองเท้า โรงงานกระเป๋าที่จีน ทำให้เรารับของมาขาย และสอนพิเศษไปด้วย มีโอกาสทำอีเวนต์จัดปาร์ตี้ในผับด้วย ช่วงวันธรรมดาเขาให้จ้างนักร้องเข้าไปร้องได้ เราก็ลองจ้างและเก็บค่าบัตรเข้างาน ที่บ้านรับรู้และไม่ได้ว่าอะไร ตอนนั้นทำด้วยความสนุกและบ้าพลังล้วนๆ เลย
ผมสอนเยอะมาก สอนเป็นหลัก มีคนมาเรียนปากต่อปาก พอทำทั้งหมดนี้ไปได้สัก 3-4 เดือน คิดว่า ทำแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะเราไม่มีเวลา เลือกทำให้น้อยลงแต่โฟกัสให้ดีไปเลยดีกว่า เลยเหลือแค่งานสอนกับงานขายรองเท้า
ตอนแรกผมยืมเงินแม่ 40,000 บาท มาลงทุนรองเท้า ขายไปสักพักไซซ์ก็หมด แต่ไม่กล้าขอแม่เพิ่มแล้ว เลยต้องนำเงินที่สอนมาหมุนในธุรกิจรองเท้า ตอนที่ทำรองเท้าก็คิดแค่ว่าอยากทำ เราตั้งใจจะมีสไตล์ที่แตกต่าง เราไม่อยากให้มันเหมือนกันหมด ความต่างเลยทำให้มันโดดเด่นจากแบรนด์อื่น”


รูปแบบและจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้โฟกัสกับ La Botte ได้มากขึ้น
คุณโต้งสอนพิเศษและขายรองเท้าควบคู่กันไป จนกระทั่งต้นปี 2020 ที่สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 เริ่มลุกลามมากขึ้น ทำให้เขาลดการสอนแบบเจอหน้ากันจริงลง เหลือเพียงรูปแบบออนไลน์ ทำให้มีเวลาขายรองเท้ามากขึ้น และเป็นช่วงที่รูปแบบชีวิตของผู้คนเอื้อต่อการเปิดใจซื้อขายสินค้าออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย ถือเป็นจังหวะที่ดีให้ธุรกิจ La Botte ค่อยๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีคุณโต้งทำงานทุกหน้าที่คนเดียวมาเกือบ 3 ปีก่อนจะเริ่มจ้างทีมงานเข้ามาช่วย
“วันแรกที่เราทำ เราอยากทำให้ดีไซน์มันแตกต่าง คนอื่นเขาทำรองเท้าแตะกัน เราทำรองเท้า Slip-on ทำไปสักพักเริ่มตัน เลยไปเรียน styling เพิ่ม และได้รับคำปรึกษาจากรุ่นพี่ เลยเริ่มเปลี่ยนมุมมองว่าเราไม่ได้แตกต่างด้วยรูปทรงสินค้าอย่างเดียวแล้ว แต่จะแตกต่างด้วยสไตล์และแบรนดิ้งแทน เลยเริ่มทำรองเท้าแตะขึ้นมาในปีที่สาม ทำแล้วยอดมันขึ้นชัดเจนเลย และพอทำรองเท้าส้นสูงต่อในครึ่งปีหลัง ยอดก็ขึ้นอีก จากตอนแรกเก็บสต๊อกหน้าห้อง ก็ต้องขยับขยาย มีญาติให้ใช้ตึกฟรี เลยใช้เป็นที่เก็บสต๊อกสินค้า และเริ่มจ้างพนักงานมาหนึ่งคน ตอบแชต แพ็กของ เข้าปีที่สี่ เราเน้นหาดีไซน์ใหม่ไปเรื่อยๆ เน้นนำมาไม่เยอะ อันไหนขายไม่ได้ก็โละ อันไหนดีก็ไปต่อ”



ธุรกิจเติบโตจึงเลือกที่จะสานต่อทันทีหลังเรียนจบ
“ช่วงใกล้เรียนจบ จังหวะนั้นโชคดีที่เราเป็นแบรนด์แรกๆ ที่เรานำรองเท้าแมรี่เจนเข้ามาขาย เป็นช่วงที่เทรนด์กำลังเป็นที่นิยม ยอดจากรองเท้าทรงนี้ดีมาก ช่วงนั้นผมใกล้จบพอดี ก็ปรึกษาผู้ใหญ่หลายคนว่า จะหางานทำดีไหม หรือทำธุรกิจตัวเองต่อเลยดี มีข้อมูลในมือคือยอดขายและปริมาณทีมงานในบริษัท มีรุ่นพี่ที่เคารพแนะแนวทางว่า ถ้าอยากได้ประสบการณ์เพิ่ม เราอ่านหนังสือได้ ไม่จำเป็นต้องลองไปสมัครงานที่อื่น ตอนนั้นผมเลยมั่นใจแล้วว่าจะทำ La Botte ต่อ ผมให้เวลาตัวเองหนึ่งปีครึ่ง ที่จะทำให้ธุรกิจนิ่งที่สุด พอเราเรียนจบมาทำจะได้ไม่เครียดมาก ที่บ้านเห็นข้อมูลและตัวเลขยอดขายที่เราทำมา เขาก็โอเคและสนับสนุนการตัดสินใจของเรา เราโฟกัสธุรกิจตัวนี้ตั้งแต่ตอนเรียนจนถึงตอนนี้ก็เข้าปีที่เจ็ดของ La Botte แล้ว”


จากประสบการณ์ทำธุรกิจตัวเอง สู่การ "ทำที่บ้าน" อย่างมีคุณค่า
จากประสบการณ์การทำงานทั้งหมดที่ผ่านมา คุณโต้งเชื่อว่า เราควรพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีคุณค่า ที่สามารถทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงได้ ซึ่งรวมถึงการถูกรับฟังความคิดเห็นและมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยเช่นกัน คุณโต้งยอมรับว่า การที่เขาออกมาทำธุรกิจของตัวเองก่อน ส่งผลให้ได้รับการยอมรับจากครอบครัวมากขึ้น และทำให้เขามีประสบการณ์ในการทำงานที่ทำให้นำไปออกแบบการทำงานร่วมกันกับคนที่บ้านได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
“ตอนนี้บริษัทเรามีทีมงาน 60 กว่าคน การบริหารจัดการของเราก็โตขึ้น เราเอามุมนี้ไปแบ่งปันกับที่บ้านได้ สุดท้ายแม่ก็รับฟัง อยากให้การทำงานเป็นอย่างไร ลองสร้างระบบขึ้นมา ถ้าเราไม่มีประสบการณ์มาก่อน เราจะนึกไม่ออกเลย ระบบบริหารที่เราทำมา มันทำให้เราออกแบบการทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น ปัจจุบันแม่เริ่มมาปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจของที่บ้าน เราก็ช่วยแม่ในเชิงเป็นที่ปรึกษาให้มากกว่า หลักๆ ยังดูแลธุรกิจของตัวเองอยู่ครับ”
เป้าหมายในอนาคต
ถามถึงเป้าหมายในอนาคต คุณโต้งมองว่า อยากให้วงการรองเท้าของไทยเกิดการแข่งขันและมีศักยภาพไปได้ในระดับสากล และตั้งเป้าอยากนำบริษัทเข้าตลาดมหาชนที่มีรายได้พันล้านภายในปี 2030
“ผมมีความตั้งใจให้ La Botte เป็น branding group เป็น house of brands ที่ไปสู่ระดับโลกได้ เราเข้ามาในวงการรองเท้า เราเห็นว่า เจ้าอื่นๆ เขาเก่ง เขาขยับตัวกันแล้ว เป็นข้อดีที่ทำให้คนในวงการเก่งขึ้น และช่วยพากันไปเติบโตที่ต่างประเทศได้ หารายได้เข้าประเทศ ผมตั้งเป้าอยากพาบริษัทเข้าตลาดมหาชนในปี 2030 ครับ”
ฝากถึงทายาททำที่บ้าน
“เอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เราสร้างคุณค่าได้ ผมคุยกับคุณแม่ชัดเจนว่า ถ้าผมเข้าไปช่วยแล้วผมทำอะไรได้บ้าง ตัดสินใจอะไรได้บ้าง ควบคุมอะไรได้บ้าง เพราะถ้าควบคุมไม่ได้ มันก็ทำอะไรไม่ได้ เอาตัวไปอยู่ในที่ที่เขาให้คุณค่าเรา อีกอย่าง ธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องทำงานเต็มเวลาขนาดนั้น เราสามารถทำระบบขึ้นมาในแบบที่เรายังทำหลายอย่างร่วมกันได้”