ทายาทโรงงานกล่อง  ผู้ใช้จุดต่างสร้างแบรนด์ ‘ลูกฟูก’ เพื่อต่อยอดธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน

ทายาทโรงงานกล่อง ผู้ใช้จุดต่างสร้างแบรนด์ ‘ลูกฟูก’ เพื่อต่อยอดธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืน

ทำที่บ้าน

หากเอ่ยถึงแบรนด์ “ลูกฟูก” ทาสแมวหลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี กับเฟอร์นิเจอร์กระดาษสำหรับน้องแมวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เบื้องหลังสินค้ายอดฮิตนี้ คือเรื่องราวการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวตนของ "มาย - ชนาณัติ ชูนามชัยพร" ทายาทรุ่นสองของโรงงานผลิตกล่องกระดาษ ผู้ซึ่งเคยวาดฝันถึงเส้นทางชีวิตอิสระในต่างแดน ทว่าวิกฤตโควิด-19 กลับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พัดพาเธอกลับสู่ร่มเงาของธุรกิจครอบครัว

การเปลี่ยนสถานะจากเด็กอาร์ตในโลกตะวันตก สู่บทบาททายาทโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่เรื่องง่าย กำแพงของ "เวลาทำงาน" และ "วัฒนธรรมองค์กร" ระหว่างคนสองรุ่น กลายเป็นความท้าทายที่ทำให้เธอเกือบตัดสินใจหันหลังให้กงสี แต่แทนที่จะยอมแพ้ คุณมายเลือกที่จะมองหาจุดเชื่อมโยงใหม่ โดยนำทรัพยากรที่บ้านมีอย่าง ‘กระดาษ’ มาผสานเข้ากับความหลงใหลในศิลปะและสัตว์เลี้ยง จนกลายเป็นทางออกที่งดงาม

‘ทำที่บ้าน’ ชวนมาเปิดบทเรียนของทายาทสาว ผู้เปลี่ยน Culture Shock ให้เป็นแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนโรงงานกล่องดั้งเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ที่ ‘ธุรกิจกงสี’ และ ‘ความฝันส่วนตัว’ สามารถเติบโตเคียงข้างกันได้อย่างยั่งยืน

จากธุรกิจอาหารสัตว์ สู่โรงงานผลิตกล่อง

แรกเริ่มเดิมที ครอบครัวของคุณมายเริ่มต้นทำธุรกิจด้านอาหารสัตว์ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนจะเริ่มมองการณ์ไกล ต้องการขยับขยายธุรกิจของที่บ้านให้เติบโตมากขึ้น จึงเริ่มสนใจลงทุนด้านอุตสาหกรรม และที่เลือกทำโรงงานผลิตกล่อง เนื่องจากมีคนใกล้ชิดทำอยู่และพร้อมให้คำแนะนำกับครอบครัวได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ที่บ้านของคุณมายเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้ 

“ที่บ้านเป็นคนสุพรรณบุรีค่ะ อากงเริ่มจากขายอาหารสัตว์ที่สุพรรณบุรี ทำไปสักพัก ที่บ้านอยากเติบโตมากกว่านี้ เลยมองว่า อยากเริ่มธุรกิจอุตสาหกรรม ประกอบกับมีเพื่อนของครอบครัวที่เขาทำโรงงานกล่องอยู่แล้ว เขามาให้คำแนะนำ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่บ้านเลยตัดสินใจลองดู 

ตอนแรกเราทำโรงงานเล็กๆ อยู่ที่สุพรรณบุรี ทำไปสักพักคิดว่าไม่โอเคกับค่าขนส่ง เลยหาจุดที่ใกล้มาหน่อย แต่ยังกลับสุพรรณบุรีได้สะดวก นนทบุรีเลยเป็นจุดกึ่งกลางที่ลงตัว ตอนแรกเป็นตึกแถวคูหา 3 ห้อง แล้วค่อยๆ เติบโตขึ้นมาด้วยความขยันของอากงและคุณพ่อจนโรงงานผลิตกล่องมั่นคง จึงยุติการทำอาหารสัตว์ไปนับตั้งแต่นั้น” 

เติบโตมาพร้อมกับความคาดหวัง

คุณมายแบ่งปันประสบการณ์ในครอบครัวของเธอให้ฟังว่า คุณพ่อออกมาช่วยอากงทำงานตั้งแต่เรียนจบม.6 เมื่อมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่บ้านจึงคาดหวังให้เรียนหนังสือเก่งๆ เพื่อให้มีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ภายใต้ความหวังดีและห่วงใยอนาคตของทายาท คุณมายยอมรับว่า เธอรู้สึกได้รับแรงกดดันและความคาดหวังจากผู้ใหญ่และคนรอบตัวมากพอสมควร 

“คุณพ่อช่วยอากงทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ เริ่มมาด้วยกันตั้งแต่แรก พอเขาไม่ได้เรียน เขาเลยคาดหวังว่า รุ่นลูกหลานต้องเรียนเก่ง อยากให้เรามีโอกาสที่ดี อนาคตจะไปได้ไกลกว่าเขา เราเป็นพี่คนโตด้วย ก็ถูกคาดหวังให้เรียนเก่ง จะได้ดูแลน้องได้ แต่เราดันไม่ถนัดเลข ไม่ถนัดวิทย์อย่างที่เขาคาดหวัง เลยรู้สึกกดดันอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้เอามาเป็นปมในชีวิตนะ คิดแค่ว่า จะพิสูจน์ตัวเองให้ดูว่าเรียนไม่เก่งแต่หาเงินเก่งได้นะ ประสบความสำเร็จในแบบของเรา” 

การไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

“ตอนอายุ 14 เรารู้สึกอยากไปค้นหาตัวเองในที่ใหม่ๆ ด้วยการขอที่บ้านไปเรียนซัมเมอร์ที่แคนาดา โน้มน้าวอยู่นานกว่าที่บ้านจะยอม ระหว่างอยู่แคนาดา เรารู้ว่ามีค่าใช้จ่ายเยอะ เลยลองสอบชิงทุนไปอเมริกา ถือว่าเปลี่ยนชีวิตไปเลย จากเด็กที่อยู่ในกรอบของครอบครัว กลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก  มีอิสระและเติบโตขึ้นเยอะมาก 

เราสนใจด้านศิลปะ การออกแบบภายใน และเราทำได้ดี มีโอกาสไปแข่งขัน ไปฝึกงานต่างประเทศ ได้ทุนเรียนฟรี แต่ที่บ้านก็ยังอยากให้เลือกเรียนธุรกิจอยู่ดี เราเลยต่อรองจนได้เรียนศิลปะเป็นวิชาหลัก ส่วนธุรกิจเราเลือกลงเป็นวิชารอง ไม่ถึงกับตัดไปเสียทีเดียว” 

เป้าหมายคือการใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ แต่โควิดเปลี่ยนเส้นทางชีวิต 

คุณมายมีความสุขกับการเติบโตที่ต่างประเทศมาก เธอใช้เวลาอยู่ที่อเมริกาและยุโรปมา 7 ปี เธอมีเป้าหมายว่า จะทำงานและใช้ชีวิตที่ต่างประเทศต่อไป แต่แผนที่เธอวางไว้ก็ต้องเปลี่ยน เมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19

“เป้าหมายคือ เราอยากอยู่ต่างประเทศยาวเลย เพราะเราไม่มีสังคมที่ไทยแล้วด้วย ขอที่บ้านทำงานออกแบบภายในที่อเมริกาต่อสักปีสองปี ถ้าไม่โอเคจะกลับไปทำที่บ้าน ได้วีซ่าทำงานแล้วด้วยนะ แต่พอโควิดมา หน้าหงายเลย”

Culture Shock ของการกลับมาทำที่บ้าน

เรื่องเวลาการทำงานและพักผ่อนเป็นเรื่องหลักที่คุณมายต้องเรียนรู้และปรับตัวเมื่อกลับมาทำงานกับครอบครัว เนื่องจากวิถีชีวิตของเธอคือการทำงานช่วงดึก แล้วตื่นสายหน่อย ตรงข้ามกับที่บ้านที่เข้านอนไวและตื่นเช้ามาทำงาน ความแตกต่างนี้เป็นอุปสรรคในช่วงแรกของการทำงานที่บ้านของคุณมาย จนเกือบทำให้เธอขอถอนตัวออกจากธุรกิจที่บ้าน

“จริงๆ เราขยันนะ แต่ตารางชีวิตเราไม่เหมือนกับที่บ้าน เราชอบคิดงานตอนกลางคืน แต่เขาไม่เห็นตอนเราทำงานดึกๆ เขาเห็นแค่ เช้าแล้วยังไม่เข้าออฟฟิศอีก แล้วโทรตามเรา ช่วงแรกเราค่อนข้างอึดอัดเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่าง รวมถึงความคาดหวังเดิมๆ ที่ต้องเก่ง ต้องสำเร็จ ต้องตื่นแต่เช้า ต้องเป็นคนขยัน เราเกือบออกจากกงสีไปแล้ว แต่พระที่เป็นพ่อบุญธรรมของเราเตือนว่า ถ้าออกไปแล้ว เราอาจจะเสียโอกาสไปได้นะ

อีกส่วนหนึ่งที่เราฉุกคิดคือ ถ้าไปทำข้างนอก การเติบโตของเราต้องขึ้นอยู่กับหัวหน้างาน แต่ตอนนี้เรามีโอกาส มีธุรกิจที่บ้านที่สร้างมาตั้งสามสิบปี จะทิ้งไปเฉยๆ มันก็คิดง่ายไปหน่อยไหม เราเลยมานั่งคุยกับน้อง ว่าเรามีกระดาษอยู่แล้ว เราจะทำธุรกิจอะไรที่ต่อยอดและสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่เรามีอยู่ได้”

มองเห็น “โอกาส” จากทรัพยากรที่มีอยู่

คุณมายตั้งโจทย์กับตนเองด้วยคำถามว่า “เรามีกระดาษอยู่แล้ว จะทำธุรกิจอะไรที่ต่อยอดและสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่เรามีอยู่ได้” คำถามนี้ทำให้เธอตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า เวลาโรงงานของเธอจัดกิจกรรมขึ้นมา มักจะใช้วัสดุ เช่น โฟม พลาสติก ในการทำป้าย ทำแผ่นไวนิล ซึ่งวัสดุเหล่านี้ราคาสูงและก่อขยะจำนวนมาก เธอจึงเลือกนำกระดาษมาใช้เป็นวัสดุหลักในการทำกิจกรรม จนไปเข้าตาลูกค้าที่มาร่วมงาน คุณมายจึงตัดสินใจทำเป็นบริการเสริมจากโรงงานด้วยบริการจัดงานอีเวนต์ที่ทำจากกระดาษ เป็นการต่อยอดทรัพยากรกับฐานลูกค้าที่มีอยู่ในมือ 

“หลังจากเราทำอีเวนต์กระดาษไปได้สักพัก คุณพ่อเริ่มเห็นแล้วว่าเราต่อยอดมูลค่าวัตถุดิบที่เรามีอยู่ได้จริงๆ เขาก็เริ่มสนใจและเสนอแนะว่า เห็นคนทำที่นอนแมวกระดาษขายทางออนไลน์ เราเองก็เลี้ยงแมวอยู่ด้วย เลยเริ่มจากทำที่ลับเล็บแมวจากกระดาษก่อน ประกอบกับช่วงโควิด ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตดี เราเลยตัดสินใจขยายธุรกิจมาตรงนี้ด้วย” 

“ลูกฟูก” บ้านแมวจากกระดาษที่ไม่เหมือนใคร

ก่อนจะมาเป็นแบรนด์ “ลูกฟูก” ที่ติดตลาดอยู่ในทุกวันนี้ คุณมายศึกษาข้อมูลบ้านสัตว์เลี้ยงก่อนเข้ามาเริ่มธุรกิจ เธอพบว่า มีช่องว่างของตลาดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสินค้าราคาถูกแต่ด้อยคุณภาพ กับสินค้าคุณภาพดีแต่ราคาสูง เธอเห็นข้อดีของการที่เธอทำโรงงานกระดาษ มีวัตถุดิบอยู่ในมือ จึงเลือกทำสินค้าที่มีคุณภาพและราคาจับต้องได้ มาอุดช่องว่างนี้ได้อย่างพอดี 

“เราเป็นโรงงานกระดาษ เราเป็นต้นน้ำ เราน่าจะทำสินค้าดีๆ ที่ราคาจับต้องได้ เพราะเราผลิตเอง เรามีห้องทดลอง เราทดลองสินค้าเองจนมั่นใจว่า คุณภาพกระดาษเหมาะกับการลับเล็บแมว เพราะลับแล้วไม่เป็นขุย ไม่มีฝุ่นเยอะ แก้ปัญหาของคนเลี้ยงแมว เกิดเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ว่าเป็นที่ลับเล็บที่ไม่เป็นฝุ่นเป็นขุย เป็นสโลแกนตอนเปิดบูทเลย ตอนนั้นทำงานหนักมาก เสร็จจากออกบูทตอนห้าทุ่ม กลับมาผลิตต่อที่โรงงานถึงตีสี่ ตื่นหกโมงไปขายของต่อ วันสุดท้ายขายดีมาก หมดเกลี้ยงทุกตัวเลย เราเลยรู้ว่า สินค้ามันเริ่มไปได้แล้ว”

หาความถนัดที่ทำให้เราแตกต่าง

คุณมายแบ่งปันประสบการณ์ในการกลับมาทำที่บ้านว่า ด้วยความที่เธอต้องการได้รับการยอมรับจากที่บ้าน เธอจึงเลือกมองหาจุดแข็งของตนเองและนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจครอบครัว เธอพิสูจน์แล้วว่า เมื่อผู้ใหญ่เห็นว่าทายาททำได้ดี ก็จะเกิดความมั่นใจ ไว้ใจ และได้รับการยอมรับในที่สุด 

“ตอนนั้นเราอยากได้การยอมรับจากที่บ้าน เลยหาจุดที่เราถนัดและที่บ้านไม่ถนัด เช่น เราทำงานออกแบบได้ ที่บ้านทำไม่ได้ เราก็เข้าไปช่วยตรงนั้น เอามาต่อยอดมูลค่าใหม่ เป็นการเพิ่มมูลค่าธุรกิจที่บ้านได้ดีมาก ตอนนี้เราช่วยที่บ้านทำงานหลังบ้าน และแยกออกมาทำธุรกิจบ้านแมวของตัวเอง แต่ยังสั่งวัสดุจากที่บ้านอยู่ ถ้าธุรกิจเราดี ธุรกิจที่บ้านก็โต เท่านี้เราก็มีความสุขแล้ว”

“สุดท้ายเราแค่อยากให้ที่บ้านยอมรับว่า เราก็มีความสามารถสร้างมูลค่ากลับไปให้ที่บ้านได้ เหนือสิ่งอื่นใด เราอยากมีความสุขกับการทำที่บ้าน ทำงานกับพี่น้องกับพ่อแม่ พอทุกอย่างมันลงตัว จากตอนที่เราอยากออกจากกงสี มาถึงตอนนี้ มันเติมเต็มมาก มายพอใจกับธุรกิจของตัวเอง และมันเอื้อให้ธุรกิจกงสีไปได้ดีด้วย เหมือนเราต้องดูแลต้นไม้ใหญ่ก่อน เพราะถ้าต้นไม้ใหญ่ตาย ต้นไม้เล็กก็ไม่โต แค่นั้นเลย”

ฝากถึงทายาท 

“มันอาจจะเริ่มจากที่ เราทำมูลค่าเพิ่มให้ที่บ้านได้ หาจุดที่เราถนัด เราทำแล้วมีความสุข พอทำแล้วมันสำเร็จ สายตาเขาจะมองเราเปลี่ยนไป ไม่ใช่เด็กแบบเดิม เขาทำอะไรได้ดีอยู่แล้ว เราเข้าไปช่วยเขาอย่างไรก็ไม่เก่งเท่าเขาหรอก เพราะเขาประสบการณ์เยอะกว่า เราลองหาอะไรที่เราทำได้ เพิ่มมูลค่าได้ และเน้นว่า ต้องเป็นสิ่งที่คนที่บ้านทำไม่ได้ด้วย ทำตรงนั้นให้มันประสบความสำเร็จ สุขภาพจิตเราก็จะดีขึ้นด้วย 

ทายาทน่าสงสารนะ ซึมเศร้าแต่พูดกับใครไม่ได้ การทำงานกงสี บางทีเราไม่กล้าพูดเรื่องที่บ้านให้คนอื่นฟัง พอสุขภาพใจเราไม่ดี เราก็คิดงานไม่ออก ทำไปวันๆ ก็เบิร์นเอาต์ ทำที่บ้านแบบไม่มีความสุข อยากให้ลองหาดูว่า อะไรที่เราสามารถเสริมที่บ้านได้ หรือทำธุรกิจใหม่ของเราที่ยังเกื้อกูลกับที่บ้านได้อยู่ จะได้อยู่ด้วยกันแบบมีความสุขและไม่ทรมานจริงๆ”