บทเรียนธุรกิจจากชาร์คหมู ทำธุรกิจอย่างไรให้ชนะตลาดและชนะใจนักลงทุน
การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในมุมมองของนักลงทุน ไม่ได้หมายถึงแค่การมีกำไรในวันนี้ แต่คือการมองภาพใหญ่ถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดและการสร้างระบบที่ยั่งยืน นี่คือบทเรียนที่ได้จากชาร์คหมู - วรวุฒิ พึงเจริญพงศ์ จากงาน SME How to Scale Expo 2025 | Presented by FlowAccount
1.แยกหมวก "งาน" กับหมวก "เงิน" ให้ออก
ก่อนจะเริ่มหรือขยายธุรกิจ ต้องถามตัวเองก่อนว่าเรากำลังสวมหมวกใบไหน?
หมวกของงาน คือการทำด้วยความรัก ความคราฟต์ เช่น เชฟโอมากาเสะที่ปั้นซูชิเองทุกคำ รู้ทุกรายละเอียด แต่ขยายยากเพราะติดที่ตัวบุคคล
หมวกของเงิน คือมุมมองของนักลงทุน เขาไม่ได้มองแค่ความรัก แต่เขามองว่าถ้าเอาเงินมาลงที่นี่ จะคุ้มค่ากว่าไปลงที่อื่น เช่นหุ้น Google หรือ Nvidia หรือไม่ ดังนั้นหากเราไม่สามารถให้ผลตอบแทนต่อปีที่มากเท่าการลงทุนเหล่านี้ สิ่งที่เราต้องให้กับนักลงทุนให้ได้คือ "การเติบโต" (Growth) ระดับ 5-10 เด้ง ไม่ใช่แค่กำไรคงที่
2.สร้างธุรกิจให้ Exit Ready ตั้งแต่วันแรก
คำว่า Exit Ready ไม่ได้แปลว่าจะต้องขายกิจการทิ้งเสมอไป แต่มันคือ "การสร้างระบบ"
ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่เจ้าของผัดเองแม้จะขายดีมาก แต่ถ้านักลงทุนจะลงเงิน เขาจะไม่กล้าลง เพราะถ้าวันนึงเจ้าของหยุดผัด รายได้ก็หยุด ธุรกิจที่ยึดติดกับตัวบุคคลไม่มี Growth และ Exit ไม่ได้
การทำให้ Exit Ready คือการทำให้ธุรกิจรันไปได้แม้ไม่มีเจ้าของ เช่น ต่อให้ไม่อยู่ 6 เดือนแล้วธุรกิจไม่เจ๊ง ยอดขายไม่ตก การทำธุรกิจให้เป็นระบบ มีบัญชีที่ถูกต้องตรวจสอบได้ ทำให้ธุรกิจมีมูลค่า ซื้อง่ายขายคล่อง และดึงดูดนักลงทุน
3. เงินทุนคือเครื่องมือในการ "ซื้อเวลา"
ทำไมต้องระดมทุนในเมื่อธุรกิจก็กำไรอยู่แล้ว? คำตอบคือ "ความเร็ว"
หากเปิดร้านกาแฟเอง กว่าจะเก็บกำไรขยายสาขาที่ 2, 3 จนครบ 10 สาขา อาจใช้เวลา 10 ปี ซึ่งไม่ทันกินในโลกธุรกิจ แต่กลับกันหากนักลงทุนใส่เงินเข้ามาเพื่อให้คุณขยาย 10 สาขาได้ ภายใน 1 ปี
การโตเร็วจะวุ่นวายมากในช่วงแรก คนไม่พอ, ของขาด, ระบบรวน แต่อีกนัยนึงเป็นการบังคับให้เราสร้างระบบ HR, Training, Operation มารองรับ พอผ่านจุดนั้นไปได้ กราฟธุรกิจจะพุ่งทะยานแบบ Exponential โดยที่สัดส่วนของความเป็นเจ้าของของเรายังเหมือนเดิมอยู่ด้วยซ้ำไป
4. มองหาตลาดที่ใหญ่พอ
TAM (Total Addressable Market): ตลาดที่จะเล่นต้องใหญ่พอที่จะรองรับการเติบโตระดับร้อยล้านพันล้านได้ ถ้าตลาดเล็กเกินไป เก่งแค่ไหนก็โตยาก
5. Innovation ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ Technology
ทุกวันนี้เทคโนโลยีเป็นเหมือนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่ใครๆ ก็มี แต่สิ่งที่จะเป็นจุดแตกต่างของธุรกิจเราคือ "นวัตกรรม" ซึ่งในทางธุรกิจสามารถสร้างได้หลายแบบ
Profit Model Innovation เช่น สุกี้ตี๋น้อย นวัตกรรมคือการบริหารจัดการต้นทุนให้ขาย 199 ได้กำไร โดยเน้นเทิร์นรอบโต๊ะให้ไวที่สุด
Process Innovation เช่น McDonald's ไม่ได้เน้นอร่อยที่สุด แต่เน้น process ที่ทำให้ได้อาหารเร็วที่สุด
Brand Innovation เช่น ก๋วยเตี๋ยวไก่ Emily สินค้าธรรมดาแต่สร้างแบรนด์ให้ชัด เจาะกลุ่มเป้าหมายให้โดน ก็สร้างมูลค่ามหาศาลได้
6. ปรัชญาการบริหารธุรกิจแบบคุณหมู
Growth Mindsetต้องคิดเสมอว่าจะโต 5 เท่า 10 เท่าได้อย่างไร เพราะถ้าไม่โต องค์กรจะดูแลคนเก่งๆ ไม่ได้ (ไม่มีตำแหน่ง/เงินเดือนเพิ่มให้)
Fail Fast, Fail Often อย่า All-in หมดหน้าตัก ให้แบ่งเงินมาลองผิดลองถูกทีละน้อย (เช่น มี 10 ล้าน แบ่งมาลองโปรเจกต์ละ 5 แสน) ถ้าเจ๊งก็เจ็บไม่หนัก แต่ถ้าเจอตัวที่ใช่ ค่อยใส่เต็ม
Start Small, Start Quickly: เริ่มให้เล็ก แต่เริ่มให้ไว
Don't Do It All อย่าทำทุกอย่างเองแบบ One Man Show หน้าที่เจ้าของคือมี Vision แล้วจ้างคนที่ "เก่งกว่าเรา" มาทำงานนั้นๆ แทน
Set Goals ตั้งเป้าหมายให้ทีมงาน และให้ "License to Fail" (อนุญาตให้ผิดพลาดได้เพื่อการเรียนรู้) แต่ต้องมีการวัดผลและสรุปบทเรียนร่วมกันเสมอ
การทำธุรกิจให้ชนะใจนักลงทุน คือการเปลี่ยนจาก "การทำมาหากิน" เป็น "การสร้างสินทรัพย์" ที่มีระบบ มีการเติบโต และสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวเอง เมื่อเราทำตัวให้ Exit Ready หรือพร้อมเติบโตตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเลือกขายกิจการ เข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือบริหารต่อเอง ธุรกิจของเราก็จะมีมูลค่าและแข็งแกร่งอย่างแท้จริง