เกือบตาย 4 ครั้ง ก่อนเจอทางที่ใช่ บทเรียนจาก Nintendo ของตระกูล Yamauchi
ปี 1956 Hiroshi Yamauchi ชายชาวญี่ปุ่นวัย 28 ปี นั่งเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังเมืองซินซินแนติ (Cincinnati) รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เขาคือทายาทรุ่นที่ 3 ของ “Nintendo” บริษัทผลิตไพ่ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น จุดหมายของเขาคือ United States Playing Card Company บริษัทผลิตไพ่อันดับหนึ่งของโลก
.เขาตั้งใจจะไปดูงานเพื่อเรียนรู้ว่า “เบอร์หนึ่งของโลกทำธุรกิจอย่างไร” แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับตรงข้ามกับจินตนาการทั้งหมด สำนักงานของบริษัทไพ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นมีขนาดเล็กนิดเดียว ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการอย่างที่คิด และในวินาทีนั้นเอง เขาก็ได้คำตอบเปลี่ยนชีวิต “ถ้าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมนี้ยังเล็กแค่นี้ แปลว่าตลาดนี้ไม่มีอนาคต”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของธุรกิจครอบครัวหนึ่ง ที่พา Nintendo พลิกบทบาทบริษัทไพ่เล็กๆ ในเกียวโต ให้กลายเป็นบริษัทเกมที่โด่งดังไปโลก
การเปลี่ยนผ่านจากยุคก่อตั้ง สู่มือทายาทรุ่น 3
Nintendo ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน ปี 1889 โดย Fusajiro Yamauchi ทวดของ Hiroshi ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ธุรกิจแรกของบริษัทคือการผลิตไพ่ฮานะฟุดะ (Hanafuda) ซึ่งเป็นไพ่ดอกไม้แบบญี่ปุ่นที่นิยมใช้เล่นพนัน ลูกค้าสำคัญในยุคแรกจึงเชื่อมโยงกับวงการพนันอย่างแยกไม่ออก
ด้วยคุณภาพของสินค้าและเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง Nintendo สามารถครองตลาดไพ่ในญี่ปุ่นได้อย่างมั่นคง กิจการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นตามธรรมเนียมธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่น โดยรุ่นที่ 2 คือ Sekiryo Kaneda ลูกเขยที่ถูกรับเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรมและเปลี่ยนนามสกุลเป็น Yamauchi เพื่อสืบทอดกิจการ เมื่อรุ่นที่ 2 ล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตกราวๆ ปี 1948-1949 หลานชายวัยเพียง 21 ปีอย่าง Hiroshi Yamauchi ก็ถูกเรียกตัวกลับจากมหาวิทยาลัยวาเซดะเพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ของ Nintendo ภายใต้การนำของผู้นำรุ่นที่ 3 ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
4 ครั้งที่เกือบล้ม ก่อนจะเจอทางที่ใช่
Hiroshi Yamauchi บินไปดูงานบริษัทไพ่อันดับหนึ่งของโลกที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะพบความจริงว่า ธุรกิจไพ่อันดับหนึ่งกลับมีสำนักงานขนาดเล็กนิดเดียว เขาจึงตระหนักได้ว่า ตลาดไพ่มีเพดานตลาดที่จำกัด เขาจึงตัดสินใจนำเงินทุนจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในปี 1962 มาลงทุนในธุรกิจใหม่ทันที
แต่การเปลี่ยนผ่านก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ในครั้งแรก เขาลองผลิตข้าวสำเร็จรูป (Instant Rice) โดยร่วมทุนกับบริษัทอื่น ด้วยแนวคิดว่า ถ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขายได้ ข้าวก็น่าจะขายได้เช่นกัน แต่ผลปรากฏว่าผู้บริโภคไม่ตอบรับ ธุรกิจล้มเหลว
ครั้งที่สองคือการเปิดบริษัทรถแท็กซี่ชื่อ ไดยะ (Daiya) แต่ปัญหาเรื่องการเจรจากับสหภาพแรงงานทำให้ไม่สามารถเดินหน้าได้
ครั้งที่สามคือการทดลองเปิดโรงแรมม่านรูด (Love Hotel) ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
ส่วนครั้งที่สี่คือการลองผลิตของเล่นและสินค้าอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจนพอจะแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Bandai หรือ Tomy ที่ครองตลาดของเล่นในญี่ปุ่นอยู่แล้ว ทำให้ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่หวัง
ทั้ง 4 ครั้งที่ล้มเหลวเกือบนำ Nintendo ไปสู่ภาวะล้มละลาย ราคาหุ้นร่วงจาก 900 เยน เหลือเพียง 60 เยน ในปี 1964
สำหรับธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่นี่คือจุดที่หลายคนคงยอมแพ้ แต่ไม่ใช่กับ Hiroshi Yamauchi
เมื่อวิศวกรซ่อมเครื่องจักรเปลี่ยนชะตา Nintendo
ปี 1966 Hiroshi เดินตรวจโรงงานผลิตไพ่ตามปกติ แล้วสายตาของเขาก็ไปเห็นบางอย่างที่เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง
วิศวกรซ่อมบำรุงเครื่องจักรชื่อ Gunpei Yokoi กำลังเล่นของเล่นที่ประดิษฐ์ขึ้นเองในเวลาพัก เป็นแขนไม้ที่มีโครงไขว้กันยืดหดได้คล้ายกรรไกร ใช้หยิบจับสิ่งของจากระยะไกล ซึ่ง Hiroshi เห็นโอกาส จึงสั่งให้ Yokoi พัฒนาของเล่นชิ้นนั้นเป็นสินค้าจริงทันที เพื่อให้ทันวางขายในช่วงคริสต์มาส ผลิตภัณฑ์นี้ถูกตั้งชื่อว่า อัลตราแฮนด์ (Ultra Hand) และกลายเป็นสินค้าขายดีหลายแสนชิ้นในเวลาอันสั้น
Hiroshi ตัดสินใจย้าย Yokoi จากแผนกซ่อมบำรุงมาเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทันที จากนั้น Yokoi ก็สร้างสรรค์ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ตามมาอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น เลิฟเทสเตอร์ (Love Tester) ของเล่นวัดระดับความรักที่ใช้วงจรไฟฟ้า หรือปืนแสง (Light Gun) ที่ใช้เซลล์รับแสงของเล่นเหล่านี้มีราคาขายสูงกว่าของเล่นธรรมดา เพราะมีความแปลกใหม่จากเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และที่สำคัญ มันนำ Nintendo เข้าสู่โลกอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มตัว
จาก Ultra Hand สู่ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ จากของเล่นอิเล็กทรอนิกส์สู่เครื่องเล่นเกม (Video Game Console) และจากเครื่องเล่นเกมสู่ Famicom, Game Boy, Super Nintendo, Nintendo 64, Wii จนถึง Nintendo Switch 1 และ 2 ที่เราเห็นในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เริ่มจากของเล่นที่วิศวกรซ่อมเครื่องจักรประดิษฐ์เล่นในเวลาพักเพียงชิ้นเดียว
เรื่องราวการสานต่อธุรกิจครอบครัวของตระกูล Yamauchi มีมุมมองน่าสนใจมากมาย และนี่คือ 4 บทเรียนจากเจ้าของ Nintendo ที่ทายาทสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของเราได้
1. ในเมื่อ “เบอร์หนึ่ง” ยังเล็ก ก็ถึงเวลาหาเส้นทางใหม่
Hiroshi Yamauchi ไม่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจเพราะ Nintendo กำลังจะล้มละลาย ในทางตรงกันข้าม ตอนที่เขาบินไปอเมริกาในปี 1956 Nintendo กำลังเป็นผู้นำตลาดไพ่ในญี่ปุ่น เพิ่งทำดีลกับ Disney ขายไพ่ได้กว่า 600,000 แพ็คต่อปี
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือ เขาไม่ได้มองแค่ว่า “วันนี้ดีแค่ไหน” แต่เขามองว่า “พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร” และเมื่อเห็นว่าบริษัทไพ่อันดับหนึ่งของโลกยังเล็กนิดเดียว เขาก็รู้ทันทีว่าเพดานของอุตสาหกรรมนี้ต่ำเกินกว่าจะรองรับความทะเยอทะยานของเขาได้ การตัดสินใจมองหาทางใหม่จึงเกิดขึ้นตอนที่ธุรกิจยังดี ไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างพังแล้ว
สำหรับธุรกิจครอบครัว อย่ารอจนตลาดหดตัวแล้วค่อยปรับ ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมของเรายังเติบโตได้แค่นี้ ธุรกิจของเรามีอนาคตมากแค่ไหน” เพื่อหาทางหนีทีไล่ได้ทันเวลา
2. ความล้มเหลวคือขั้นตอนเข้าใกล้สิ่งที่ใช่
จากข้าวสำเร็จรูป แท็กซี่ โรงแรมม่านรูด ไปจนถึงของเล่นธรรมดาที่ไม่โดดเด่น ทุกครั้งที่ล้ม Hiroshi ไม่ได้ถอยกลับไปขายไพ่อย่างเดียว เขาวิเคราะห์ว่า “อะไรไม่ใช่” แล้วลองใหม่ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งที่ล้มเหลวไม่ใช่การลงทุนที่ไร้เหตุผล ข้าวสำเร็จรูปมีตลาดใหญ่ แท็กซี่เป็นบริการที่คนต้องการ ของเล่นก็เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต แต่ละอย่างมีเหตุผลรองรับ สิ่งที่ขาดคือ “จุดแข็งที่แท้จริง” ของ Nintendo ในตลาดเหล่านั้น จนกระทั่งเจอ Ultra Hand ที่ผสมผสานระหว่าง “ความสนุก” กับ “เครือข่ายการจัดจำหน่าย” ที่ Nintendo มีอยู่แล้วจากธุรกิจไพ่ นั่นคือจุดที่ทุกอย่างลงตัว
ธุรกิจครอบครัวที่กำลังพยายามเปลี่ยนผ่าน (Pivot) ไม่ต้องกลัวการล้มเหลว แต่ต้องจัดการกับมันอย่างชาญฉลาด ลองตั้งงบทดลอง" (Experiment Budget) ที่แยกจากธุรกิจหลัก เพื่อทดลองสิ่งใหม่โดยไม่ทำให้ธุรกิจเดิมสั่นคลอน ถ้าล้มก็ไม่เจ็บหนัก แต่ถ้าสำเร็จก็อาจเป็นเส้นทางใหม่ที่เปลี่ยนอนาคตของธุรกิจทั้งหมดได้
3. คนเก่งอาจซ่อนอยู่ในมุมที่คุณคาดไม่ถึง
Gunpei Yokoi ไม่ได้เป็นผู้บริหาร เขาเป็นแค่วิศวกรซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงาน แต่ Hiroshi Yamauchi มองเห็นศักยภาพในตัวเขา ไม่ใช่เพราะประวัติการศึกษาหรือตำแหน่ง แต่เพราะสิ่งที่เขาทำ การที่ผู้นำองค์กรสามารถมองเห็นคุณค่าในตัวคนที่คนอื่นมองข้าม นี่คือทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผู้นำธุรกิจครอบครัว
สำหรับธุรกิจครอบครัว ลองมองดูทีมงานของคุณอีกครั้ง คนที่จะพาธุรกิจครอบครัวไปสู่ยุคถัดไปอาจไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อาจเป็นพนักงานหน้างานที่มีไอเดียดีๆ ที่ไม่เคยมีโอกาสนำเสนอ ลองสร้างกลไกที่เปิดพื้นที่ให้คนในองค์กรแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้โดยไม่ต้องรอตำแหน่ง เช่น จัดให้มีวันนำเสนอไอเดียไตรมาสละครั้ง ให้พนักงานทุกระดับส่งข้อเสนอโครงการใหม่ๆ โดยตรง ไม่ต้องผ่านหัวหน้า คุณอาจเจอ Gunpei Yokoi ของคุณเอง ซ่อนอยู่ตรงมุมที่ไม่เคยมองมาก่อน
4. ต้องกล้าตัดสินใจและมีพื้นที่ให้คนสร้างสรรค์
Hiroshi Yamauchi มีสไตล์การบริหารที่ถูกเรียกว่าเผด็จการ (Autocratic) เขาเป็นผู้ตัดสินใจเพียงคนเดียวในเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด และไม่ลังเลที่จะไล่คนที่ไม่เห็นด้วยออก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ภายใต้ความเข้มงวดนั้น เขากลับให้อิสระอย่างเต็มที่แก่คนที่เขาเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็น Yokoi หรือ Shigeru Miyamoto (นักออกแบบเกมระดับตำนานของ Nintendo ผู้สร้าง Donkey Kong, Super Mario Bros. และ The Legend of Zelda) ที่ได้รับพื้นที่ในการสร้างสรรค์โดยไม่ถูกแทรกแซง ผลลัพธ์คือ Nintendo สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนโลกได้ เพราะผู้นำกล้าตัดสินใจในระดับกลยุทธ์ และปล่อยให้คนเก่งทำงานในระดับปฏิบัติการอย่างอิสระ
ธุรกิจครอบครัวมักติดกับดักของการควบคุมทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งหรือผู้นำรุ่นเก่ายังมีอิทธิพลในการตัดสินใจ บทเรียนจาก Hiroshi คือ ผู้นำต้องชัดเจนในเรื่องทิศทาง แต่ปล่อยให้ทีมมีอิสระในเรื่องวิธีการ การแบ่งแยกระหว่างสิ่งที่ผู้นำต้องตัดสินใจ กับสิ่งที่ทีมต้องได้รับอิสระ คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านที่สำเร็จ
เรื่องราวของ Nintendo และตระกูล Yamauchi สอนบทเรียนสำคัญสำหรับทุกธุรกิจครอบครัวว่า การเปลี่ยนผ่าน อาจไม่ใช่เส้นทางที่สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก Hiroshi Yamauchi ล้มเหลวหลายครั้ง ตั้งแต่ข้าวสำเร็จรูป แท็กซี่ โรงแรมม่านรูด ไปจนถึงของเล่นธรรมดา แต่สิ่งที่ทำให้เขาต่างจากคนอื่นคือ เขาไม่เคยหยุดลอง และเขารู้จักมองเห็นโอกาสในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม ทุกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ล้วนมีความล้มเหลวซ่อนอยู่ข้างหลัง
#ทำที่บ้าน
อ้างอิง
Hiroshi Yamauchi
https://en.wikipedia.org/wiki/Hiroshi_Yamauchi
History of Nintendo
https://en.wikipedia.org/wiki/History_of_Nintendo
Hiroshi Yamauchi: The Very Non-Whimsical Willy Wonka Of Nintendo