ทายาทรุ่นสองของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ "แพรคติก้า"  ผู้เชื่อว่าการวางตัวเองเป็น ‘มนุษย์คนหนึ่ง’   คือจิ๊กซอว์สำคัญของการทำที่บ้าน

ทายาทรุ่นสองของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ "แพรคติก้า" ผู้เชื่อว่าการวางตัวเองเป็น ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ คือจิ๊กซอว์สำคัญของการทำที่บ้าน

ทำที่บ้าน

ในยุคสมัยที่สถาปนิกไม่สามารถหาเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การออกแบบได้ แบรนด์ "แพรคติก้า” (Practika) จึงถือกำเนิดขึ้นจากความกล้าของสองสามีภรรยาข้าราชการที่ตัดสินใจทำโรงงานของตัวเอง จนก้าวสู่การเป็นแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial Customized Furniture ที่สามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์สั่งทำเฉพาะตัว ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพในระดับอุตสาหกรรม จนเป็นที่ยอมรับจากบริษัทชั้นนำระดับสากล

ปัจจุบันแพรคติก้ายังคงดูแลโดยสองผู้ก่อตั้ง พร้อมทายาทรุ่นที่สองที่ก้าวขึ้นมาเคียงข้าง วันนี้ ‘ทำที่บ้าน’ ชวน คุณพิม-พิมภัทรา ทันด่วน หนึ่งในทายาทของแพรคติก้า มาพูดคุยถึงวิธีรับมือกับบทบาทผู้สืบทอดกิจการ ด้วยแนวทางที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการลดอีโก้ลง เรียนรู้ที่จะไม่แตะจุดยืนสำคัญของพ่อแม่ และเป็นเพียง ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ ที่ทำงานเคียงข้างทุกคน

จุดเริ่มต้นของ ‘แพรคติก้า’ โรงงานเฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

คุณพิมเล่าว่า ธุรกิจของที่บ้านเกิดจากการที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นสถาปนิกทั้งคู่ และพบปัญหาว่าไม่สามารถหาเฟอร์นิเจอร์ในแบบที่ต้องการได้ตามท้องตลาด จึงเกิดความคิดที่จะเปิดโรงงานเฟอร์นิเจอร์เป็นของตัวเอง

“สมัยก่อนไม่มีเฟอร์นิเจอร์ที่ให้เราออกแบบเองได้สะดวกเหมือนยุคนี้ เฟอร์นิเจอร์ที่มีตอนนั้นไม่ตอบโจทย์บริบทการออกแบบของคุณพ่อ ท่านจึงไปขอให้โรงงานของเพื่อนช่วยผลิตให้ สักพักเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นยกโรงงาน หนี้สิน รวมถึงพนักงานให้ทั้งหมดเลย แม้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่จะเป็นข้าราชการมาตลอด แต่ทั้งสองท่านก็ใจถึง รับช่วงต่อจนเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘แพรคติก้า’ (Practika) คุณพ่อเป็นคนตั้งชื่อ มาจากคำว่า Practical สื่อว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ได้จริง”


นอกจากจุดเริ่มต้นที่มาจากการรับช่วงต่อจากเพื่อนแล้ว สิ่งที่ทำให้แพรคติก้าเติบโตได้ในช่วงแรก คือเครือข่ายของคุณพ่อคุณแม่ในวงการออกแบบ ประกอบกับจังหวะที่บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานในเมืองไทยจำนวนมาก

“พ่อแม่มีสายสัมพันธ์ในวงการออกแบบอยู่แล้ว พอเปิดโรงงาน พี่ๆ น้องๆ ก็มาช่วยกันอุดหนุนและบอกต่อ ประกอบกับมีบริษัทต่างชาติมาตั้งบริษัทที่ประเทศไทยเยอะ และเริ่มมีดีไซเนอร์ที่ต้องการเฟอร์นิเจอร์สั่งทำเฉพาะ เลยทำให้เรามีงานมาเรื่อยๆ คุณพ่อเป็นคนชอบงานระบบ งานออกแบบ คุณแม่ชอบพูดคุยกับคน มีทักษะการสื่อสาร ทั้งสองคนเป็นเหมือนหยินหยางที่ร่วมกันดูแลลูกค้าได้ตรงจุด”

เติบโตมากับการวิ่งเล่นในไซต์งานกับพ่อแม่

ชีวิตวัยเด็กของหลายคนอาจเติบโตมากับสนามเด็กเล่นหลังเลิกเรียน แต่คุณพิมบอกว่า สิ่งที่เธอคุ้นเคยที่สุดคือการตามคุณพ่อคุณแม่ไปเดินตรวจไซต์งาน ไปเดินมาบุญครองและเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ (ปัจจุบันคือเอ็มบีเคและเซ็นทรัลเวิลด์) เพื่อตรวจความเรียบร้อยของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ เป็นกิจวัตรที่ทำทุกสัปดาห์

“ตอนนั้นเราไม่รู้สึกแปลกแยกอะไรเลย มันเหมือนเป็นกิจวัตรที่ต้องไป เหมือนไปวิ่งเล่น ไม่ได้โดนบังคับ ตอนเที่ยงไปกินข้าวตรงนี้ ตอนบ่ายไปดูโชว์รูมต่อ ตอนเด็กเวลาครูถาม เราจะบอกเสมอว่าอยากเป็นสถาปนิก ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร แต่เพราะพ่อแม่ทำอาชีพนี้ แล้วท่านก็ดูมีความสุขดี เราก็เลยอยากเป็นเหมือนท่าน”

ค้นหาเส้นทางของตัวเอง ก่อนกลับมาสานต่อด้วยความตั้งใจ

แม้จะเติบโตมากับธุรกิจของครอบครัว แต่คุณพิมไม่ได้เลือกเดินตามรอยพ่อแม่ตั้งแต่แรก เธอเคยตั้งใจจะสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่ระหว่างที่เตรียมสอบกลับค้นพบว่าอาจไม่ใช่ทางของตัวเอง

“เราไปติวเตรียมสอบเข้าสถาปัตย์มาตลอดเลย แต่ตอนที่ติว มันต้องวาดเส้นตรง แล้วเราวาดไม่เคยตรงเลย เลยรู้สึกว่าทางนี้คงไม่รอดแน่ จึงไปเดินดูงานแนะแนวของมหาวิทยาลัย ได้เห็นว่าการเรียนการตลาดคือการสร้างไอเดียให้ขายของได้ รู้สึกว่ามันก็เป็นงานครีเอทีฟในอีกแบบหนึ่ง จึงตัดสินใจเรียนด้านนี้ พ่อแม่คงงงเหมือนกัน เพราะเราพูดว่าจะเป็นสถาปนิกมาตั้งแต่เด็ก แต่ท่านก็ไม่เคยบังคับอะไร”

หลังเรียนจบ คุณพิมเริ่มทำงานในสายโฆษณาซึ่งเธอรู้สึกสนุกมาก แต่ความชื่นชอบด้านการออกแบบก็ยังไม่เคยจางหาย จึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านออกแบบที่ประเทศอังกฤษ โดยตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าจะกลับมาทำที่บ้าน แต่ไปเพราะชอบมากกว่า

กลับมา ‘ทำที่บ้าน’ ด้วยความตั้งใจของตัวเอง

แม้จะเลือกเรียนและทำงานคนละสายกับธุรกิจของครอบครัว แต่สุดท้ายคุณพิมก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะกลับมาช่วยทำที่บ้านแล้ว โดยเริ่มจากงานในส่วนที่ยังไม่มีคนรับผิดชอบ คืองานฝ่ายบุคคลและงานบัญชี ก่อนจะค่อยๆ ขยับมาช่วยดูงานขายและการตลาดตามความถนัดที่เรียนมา

“ช่วงแรกที่ทำงาน รู้สึกสนุกมาก เพราะสนิทกับพี่ๆ ที่ทำงานด้วยกันทุกคน แม้ไอเดียเราจะดูงงๆ แต่ทุกคนยินดีจะไปด้วยกันกับเรา”

หลังจากช่วยงานฝั่งแอดมินได้สักพัก คุณแม่ก็ชวนให้มาช่วยดูงานขาย ซึ่งคุณพิมมองว่าอาจเป็นเพราะคุณแม่เล็งเห็นว่าถ้าลูกไม่มาช่วยตรงนี้ ก็คงไม่มีใครช่วยได้อีกแล้ว

“ตอนกลับมาแรกๆ พ่อแม่ไม่ได้บอกว่าต้องไปทำส่วนไหน เราแค่เห็นว่าตรงไหนไม่มีใครทำก็ไปช่วย แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่งานขายและการตลาด คิดว่าพ่อแม่คาดหวังไว้อยู่แล้ว เหมือนท่านรู้ว่าสุดท้ายคงมาจบตรงนี้ แต่จะเป็นตอนไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง”

มองตัวเองเป็น ‘คนธรรมดา’ - เคล็ดลับซื้อใจคนทำงาน

คุณพิมมองว่า สิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกับพนักงานรุ่นเก่าแก่คือการสื่อสารอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา ขอโทษ ขอบคุณ และขอความช่วยเหลือกันอย่างเป็นเรื่องปกติ ไม่วางกำแพงระหว่างกัน

“สิ่งสำคัญคือเราต้องจริงใจกับเขา ไม่กลัวที่จะพูดความรู้สึกของเราออกไป เช่น ‘ตรงนี้ไม่มั่นใจเลย พี่ช่วยหน่อยได้ไหมคะ’ เราเป็นมนุษย์ปกติเหมือนกัน ถ้าเราและเขาเปิดใจกันได้ ความสัมพันธ์มันจะดี เขาจะยอมรับข้อบกพร่องของเรา และเสนอแนะสิ่งที่ดีกลับมาได้”

ในทางตรงกันข้าม คุณพิมเตือนว่า ถ้าลูกเจ้าของกิจการวางตัวเป็นหัวหน้าที่ไม่มีวันผิดพลาดหรืออ่อนแอ พนักงานจะมองว่าเราอยู่เหนือกว่า ซึ่งเธอมองว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาในธุรกิจครอบครัว

“เรามองตัวเองให้เป็นมนุษย์ ไม่ใช่หัวหน้าหรือเจ้านาย เขาและเราคือมนุษย์ที่เท่ากัน พอทำแบบนี้ เราจะได้ความรู้สึกดีๆ ได้ความรักความใส่ใจ ความห่วงใยจากเขามาเยอะกว่าที่คิด ยิ่งเขาเห็นเราตั้งแต่เด็ก เห็นเราเหมือนลูกอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่า เรายังเป็นเด็กคนเดิมที่เขาเคยดูแล ให้เขายังเอ็นดูและอยากดูแลเราเหมือนเดิม นี่คือหัวใจสำคัญของการกลับไปทำธุรกิจครอบครัว”

เรียนรู้ที่จะ ‘ไม่แตะจุดยืนสำคัญ’ ศิลปะการทำงานกับคนรุ่นพ่อแม่

ในเรื่องความสัมพันธ์ คุณพิมยอมรับว่าการกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจครอบครัว แต่สุดท้ายทุกคนจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากัน โดยเฉพาะการรู้ว่าอะไรคือเรื่องที่พ่อแม่ไม่มีวันยอม แล้วอย่าไปแตะมัน

“ถ้าที่บ้านคุยกันรู้เรื่องร้อยเปอร์เซ็นต์ มันจะแปลกนะ เรากับคุณพ่อก็กระทบกระทั่งกันบ่อย จนหลังๆ เราเริ่มเรียนรู้ว่า ต้องรู้ว่าพ่อจะยอมได้ถึงไหน จุดไหนที่ท่านไม่ยอมเด็ดขาด เขาทำงานมากี่สิบปี จะไปบอกให้เปลี่ยนเฉยๆ มันเป็นไปไม่ได้”

เทคนิคที่คุณพิมใช้จริงในการทำงานร่วมกับคุณพ่อ คือการลิสต์ประเด็นสำคัญที่พ่อแม่จะไม่มีวันยอม แล้วเลือกไปพัฒนาในส่วนอื่นที่มีพื้นที่ให้ปรับเปลี่ยนได้

“มีเรื่องที่เขาไม่ยอมเปลี่ยนแน่ๆ และเราก็ไม่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนได้ เราจะทำอย่างไรให้ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็ต้องมองหาเรื่องอื่นที่ท่านไม่ได้ซีเรียส ที่เปลี่ยนได้ แล้วไปทำส่วนนั้นให้ธุรกิจดีขึ้น ไม่ต้องไปแตะหลักการสำคัญของท่านก็ได้ ลองลิสต์เรื่องคอขาดบาดตายที่พ่อแม่ไม่ยอมแน่ๆ มาสักห้าข้อ แล้วอย่าไปแตะมัน อาจจะค่อยๆ งอมันทีละนิด แล้วไปทำส่วนอื่นที่พัฒนาได้ไปก่อน หาวิธีไปด้วยกันให้ได้ก่อน”

บทเรียนที่อยากส่งต่อจากประสบการณ์ 15 ปีที่กลับมา ‘ทำที่บ้าน’ 

“เรื่องแรก เรารู้สึกว่า ธุรกิจครอบครัวเป็นอะไรที่พิเศษมาก มีความพิเศษของความสัมพันธ์อยู่ในนั้น พนักงานเองก็รู้สึกเหมือนกัน คนที่จะเข้าไปทำต้องนึกก่อนเลยว่า ถ้าเราเป็นพนักงาน อยู่ๆ มีเด็กน้อยที่เป็นลูกเจ้านายกำลังจะมาปกครอง เราจะรู้สึกอย่างไร ความนอบน้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเราไม่รู้จริงๆ แล้วคนตรงหน้าเราเขารู้ดีกว่าเราแน่ๆ เราสามารถคุยขอคำแนะนำกับเขาได้เลย 

“การที่เราเดินเข้าไปด้วยความนอบน้อมและพยายามเรียนรู้กับเค้า มันทำให้เขาเปิดใจกับเราก่อน ไม่ทำให้เขารู้สึกว่า นี่คือลูกเจ้านายที่จะมาสั่งทุกอย่าง การเปิดใจจะทำให้การทำงานทุกอย่างราบรื่นขึ้นเลย”

“เรื่องที่สอง พ่อแม่กับเรา โตมาคนละยุคกัน มีความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน พ่อแม่เขาก็ต้องเก่งนะ ไม่งั้นคงไม่รอดมาจนถึงตอนนี้ เขามีความเก่ง มีความเชื่อบางอย่างที่ไม่เหมือนเรา ผ่านอะไรมาไม่เหมือนกัน เราสามารถเอาสิ่งที่เรามีไปเสริมกันได้อย่างไรบ้าง” 

“การที่เราไปปะทะว่า ความเชื่อเขามันเก่าแล้ว มันไม่ได้ผลแล้ว เหมือนไปบอกว่าเขาไม่ดี การทะเลาะกันไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์แน่นอน แต่เราต้องหาวิธีการ วันนี้เรายังเดินเข้าไปไม่ได้ ไม่เป็นไร ลองใหม่ไปเรื่อยๆ วันที่สอง วันที่สาม ทำต่อไป พูดแบบนี้ไม่ได้ หาวิธีพูดแบบใหม่ ต้องหาวิธี ไม่ต้องท้อ อย่างไรมันก็ต้องทำต่อไป”