จากเด็กชั่งตะปูของธุรกิจที่บ้าน  สู่ผู้ปลุกปั้น "แสงไทย"  อาณาจักรเมทัลชีท 17 สาขา

จากเด็กชั่งตะปูของธุรกิจที่บ้าน สู่ผู้ปลุกปั้น "แสงไทย" อาณาจักรเมทัลชีท 17 สาขา

ทำที่บ้าน

ภาพจำของทายาทธุรกิจครอบครัวในต่างจังหวัด มักหนีไม่พ้นเส้นทางสูตรสำเร็จ เรียนจบ กลับมาเฝ้าร้าน สานต่อกิจการที่พ่อแม่สร้างมา และใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่ถูกตีเส้นไว้แล้ว แต่สำหรับ “แบงค์-ทัศพงษ์ สง่ามงคลศรี” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “แสงไทย” ธุรกิจผลิตและจำหน่ายหลังคาเมทัลชีทที่มีสาขาครอบคลุม 17 แห่ง ทั้งภาคเหนือ กลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการรับไม้ต่ออย่างราบรื่น แต่มันเริ่มจากการถูกมองข้าม การเป็นลูกชายที่ไม่มีบทบาท และความกดดันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อสร้าง "New S-Curve" ให้กับครอบครัว

นี่คือเรื่องราวการเดินทางของเด็กหนุ่มต่างจังหวัด ที่เปลี่ยนความกดดันในโต๊ะบัญชีร้านวัสดุก่อสร้าง ให้กลายเป็นอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง พร้อมกับคลายความเหนื่อยล้าทั้งชีวิตของพ่อแม่ลงได้

จุดเปลี่ยนจาก “ร้านขายผ้า” สู่ “ร้านวัสดุก่อสร้าง”

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณแบงค์เติบโตมาในครอบครัวที่คุ้นเคยกับการค้าขาย คุณแม่เปิดร้านขายผ้าและชุดนักเรียน อยู่ที่ตลาดห้าแยกในจังหวัดอุดรธานี ส่วนคุณพ่อผู้มีพื้นเพมาจากหนองบัวลำภู ก็พยายามลองผิดลองถูกทำธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่โรงงานทำหน่อไม้อัดปี๊บไปจนถึงโรงไม้ แต่ก็ต้องพบกับความล้มเหลวมาโดยตลอด

จุดเปลี่ยนสำคัญของครอบครัวเกิดขึ้นเมื่อร้านขายผ้าของคุณแม่ถูก “ไล่ที่” วิกฤตครั้งนั้นบีบให้ครอบครัวต้องหาทางรอด คุณแม่ตัดสินใจทิ้งคอมฟอร์ตโซน ไปเรียนรู้งานร้านวัสดุก่อสร้างกับญาติที่จังหวัดเลย ก่อนจะรวบรวมเงินกู้มาเปิดร้านวัสดุก่อสร้างของตัวเองที่จังหวัดหนองบัวลำภู ในตอนที่คุณแบงค์อายุได้เพียง 13 ปี

“แม่ผมมี Mindset ที่อยากจะทำให้ที่บ้านสบายขึ้น แม่เคยพูดว่า ถ้าไม่มีเงิน มันก็ไม่มีเกียรติ ด้วยสังคมต่างจังหวัดมันเล็ก ใครมีธุรกิจ ใครมีเงิน ชีวิตก็จะต่างกันมากๆ มันหมายถึงโอกาสที่ส่งไปถึงลูกหลานด้วย ผมเลยซึมซับมาตั้งแต่เด็กว่า โตมาเราก็อยากทำธุรกิจ อยากรวย”

ในขณะที่พ่อแม่กำลังต่อสู้เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวที่หนองบัวลำภู คุณแบงค์ถูกส่งไปอยู่กับคุณตาคุณยายที่อุดรธานีเพื่อให้ได้เรียนในโรงเรียนที่ดี เขาเติบโตมาด้วยความรู้สึกที่อยากแบ่งเบาภาระและไม่อยากทำให้แม่ต้องเสียใจ จนสอบติดคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะย้ายมาเรียนบริหารธุรกิจ (การตลาด) เพราะค้นพบว่าตัวเองชอบสายค้าขายมากกว่า

บทเรียนจากโลกกว้าง และการขัดใจพ่อครั้งแรก

หลังเรียนจบ คุณแบงค์ได้รับโอกาสเข้าทำงานเป็นเซลส์ที่ SCG ซึ่งถือเป็นองค์กรชั้นนำ แต่การตัดสินใจครั้งนี้กลับเป็นจุดแตกหักเล็กๆ ระหว่างเขากับคุณพ่อ

“พ่อผมไม่ให้ไป พ่อบอกว่าไปก็เสียเวลาเปล่าๆ เห็นลูกเพื่อนพ่อไหม ไปทำงานมาเป็นสิบปี สุดท้ายก็กลับมาขายวัสดุก่อสร้างที่บ้านเหมือนกัน พ่อผมเป็นคนคำไหนคำนั้น พอผมดื้อจะไป พ่อก็ไม่คุยกับผมเลย ไม่โทรหาผมเป็นเวลาถึง 6 เดือนเต็ม”

แม้จะถูกต่อต้าน แต่คุณแบงค์เลือกที่จะไปหาประสบการณ์ในกรุงเทพฯ การเป็นเซลส์ขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ SCG สอนให้เขาได้เรียนรู้ระบบการทำงาน และที่สำคัญคือการได้คลุกคลีกับเจ้าของโรงพิมพ์รุ่นเก๋าที่ถ่ายทอดวิชาธุรกิจให้เขาอย่างใกล้ชิด เมื่อครบกำหนด 1 ปีตามที่ให้คำมั่นไว้กับตัวเองและครอบครัว เขาจึงตัดสินใจลาออกและหอบประสบการณ์กลับมาที่หนองบัวลำภู

กลับบ้านมา เพื่อเป็นแค่ “เด็กชั่งตะปู”

การกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวในชีวิตจริง ไม่ได้สวยหรูเหมือนในละคร ร้านวัสดุก่อสร้างของคุณพ่อคุณแม่เป็นระบบกงสีดั้งเดิม ไม่มีห้องแอร์ ไม่มีระบบคอมพิวเตอร์ มีเพียงโต๊ะเหล็กบัญชีที่พ่อกับแม่นั่งขนาบซ้ายขวา เมื่อคุณแบงค์ลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ ก็กลับพบว่า ตัวเองไม่มีตัวตนและไม่มีประโยชน์ใดๆ ในร้านนี้เลย

“ผมมั่นใจมากว่าผมชั่งตะปูแม่นที่สุด ลูกค้ามาซื้อผมจับใส่ถุง 1 กิโล 2 กิโล ชั่งได้เป๊ะๆ โดยไม่ต้องเติม แต่พอผมพยายามจะคุยขายของกับลูกค้า ทุกครั้งที่ผมขายเสร็จ พ่อจะเอาบิลผมไปแก้ราคาใหม่ตลอด เขาคิดว่าผมขายถูกไป หรือแม้แต่ตอนผมมีหน้าที่เช็กของขึ้นรถหกล้อ ผมติ๊กบิลอย่างดีเรียบร้อย แต่พอรถจะออก พ่อก็กระโดดขึ้นไปเช็กซ้ำอีกรอบ ในใจผมคิดเลยว่า ที่นี่ไม่มีเราก็ได้”

ความรู้สึกอึดอัดที่ต้องนั่งเฝ้าร้านไปวันๆ โดยที่ทำอะไรก็ดูขัดตาผู้ใหญ่ไปหมด ทำให้คุณแบงค์ตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดอกคุยกับคุณพ่อตรงๆ ว่า “ผมไม่ชอบทำที่ร้าน ขอโอกาสออกไปหาอะไรทำเองได้ไหม”

มองเห็น “โอกาส” จากการ “รอคอย” 10 ชั่วโมง

คุณแบงค์เริ่มออกไปศึกษาธุรกิจอื่นๆ ทั้งแพลนท์ปูนและปั๊มแก๊ส LPG แต่สิ่งที่จุดประกายไอเดียธุรกิจอย่างแท้จริง กลับมาจากความทรงจำในอดีตตอนที่เขาต้องขับรถกระบะไปรับ “แผ่นเมทัลชีท” ให้ลูกค้าที่อุดรธานี

“วันนั้นผมขับรถไปถึงอุดรตอน 10 โมงเช้า แต่กว่าจะได้ขึ้นของคือ 6 โมงเย็น ผมต้องนั่งรอในรถกระบะ ไม่มีที่ให้นั่ง ไม่มีน้ำให้ดื่ม เขาไม่ง้อลูกค้าเลยเพราะเขาขายดีมาก ผมเลยเกิดคำถามว่า ทำไมคนมารอเยอะจัง? ทำไมต่างอำเภออย่างหนองบัวลำภูถึงไม่มีใครทำโรงงานแบบนี้?”

เมื่อเห็นช่องว่างของตลาด คุณแบงค์จึงเริ่มหาข้อมูลและติดต่อโรงงานผลิตเครื่องจักรที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อนำโปรเจกต์นี้มาเสนอครอบครัวและญาติพี่น้อง ทุกคนกลับประสานเสียงคัดค้านและบอกว่า "ตลาดมันอิ่มตัวแล้ว สู้เจ้าใหญ่ที่อุดรไม่ได้หรอก"

แต่ในวิกฤตความเชื่อมั่น คุณแม่คือคนที่ยืนหยัดเคียงข้างเขา

“แม่ผมเถียงกับพ่อเลยว่า ลูกมันอยากทำก็ให้มันทำสิ จะไปฟังคนอื่นทำไม คนอื่นเขาก็ไม่เคยทำเหมือนกัน ถ้าทำสุดๆ แล้วมันเจ๊ง อย่างน้อยโรงงานมันก็เอาของที่ร้านไปเก็บสต๊อกได้ วันนั้นพ่อเลยลุกขึ้นแล้วบอกให้ผมขึ้นรถ พาไปดูที่ดินเปล่าหน้าบ้าน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโรงงานหลังคา”

“แสงไทย” กำเนิดจากความว่างเปล่า 4 เดือนแรก

คุณแบงค์ในวัย 24 ปี ตัดสินใจเปิดโรงงานเมทัลชีทโดยตั้งชื่อแบรนด์ว่า “แสงไทย” เพื่อให้ดูเป็นมิตรและเข้าถึงชาวบ้านได้ง่าย พร้อมใช้โลโก้ “ตราเสือ” ซึ่งมาจากปีเกิดของคุณแม่ เป้าหมายในวันนั้นเรียบง่ายมาก คือขอแค่ขายได้ปีละ 1 ล้านบาทก็พอใจแล้ว

แต่โลกธุรกิจของจริงนั้นโหดร้าย 4 เดือนแรกของการเปิดโรงงาน แสงไทยแทบจะขายของไม่ได้เลย

“ผมขายของไม่เป็น ชาวบ้านเหมารถหกล้อมากันทั้งบ้าน พอผมบอกราคาไป เขาบอกแพงจัง ขอไปคุยกันก่อน แล้วเขาก็เดินออกจากโรงงานผม ไปซื้อร้านวัสดุเล็กๆ ฝั่งตรงข้าม ผมกลับบ้านมาเฟลมาก เครียดมาก 4 เดือนแรกเจ็บปวดจนไม่อยากตอบคำถามพ่อแม่ว่าวันนี้ขายได้ไหม ได้แต่สวดมนต์กราบหมอนทุกคืน”

ในเมื่อรอลูกค้าไม่ได้ คุณแบงค์จึงใช้วิธีขับรถตระเวนไปตามต่างอำเภอ แจกนามบัตร แจกเสื้อแบรนด์ และเข้าไปเสนอตัวกับร้านวัสดุก่อสร้างท้องถิ่น แม้จะถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาไม่ยอมแพ้

จนกระทั่งเดือนที่ 5 เมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้ก็เริ่มผลิดอกออกผล ร้านวัสดุที่เคยปฏิเสธเริ่มลองสั่งของจากแสงไทยเพราะเห็นความตั้งใจ และประทับใจในความรวดเร็วที่เขาวิ่งส่งของให้ด้วยตัวเอง ธุรกิจเริ่มพลิกฟื้นจากที่ขายไม่ได้ กลายเป็นต้องทำโอทีทุกวัน

สยายปีก 17 สาขา และการปลดแอกธุรกิจครอบครัว

เมื่อจับจุดได้ แสงไทยก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในเดือนที่ 7 คุณแบงค์ตัดสินใจขยายสาขาไปที่จังหวัดร้อยเอ็ด แม้จะไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ และต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่อย่าง Modern Trade ก็ตาม การก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยทำให้วิสัยทัศน์ของเขาขยายใหญ่ขึ้น จนปัจจุบัน แสงไทยมีสาขา 17 แห่ง ครอบคลุมทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

จุดเปลี่ยนสำคัญทางความรู้สึกของคุณแบงค์ คือในตอนที่เขาขยายสาขาที่ 3

“ช่วงแรกผมยังต้องยืมทรัพยากรที่บ้าน ยืมเงิน ยืมรถขนส่ง พ่อก็ยังตามมากำกับว่าห้ามสร้างโรงงานใหญ่เกินไป แต่พอสาขาที่ 3 ผมสามารถหาเงินมาคืนที่บ้านได้ครบทุกบาททุกสตางค์ วันนั้นผมรู้สึกว่าผมปลดแอกตัวเองแล้ว ผมไม่กลัวอะไรอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ผมทำจะไม่กลับไปกระทบหรือสร้างหนี้ให้ครอบครัวอีกแล้ว”

เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นถึงความสำเร็จและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของลูกชาย พวกเขาก็คลายความกังวลและปล่อยให้คุณแบงค์บริหารงานได้อย่างเต็มที่

ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่มี “S-Curve” ใหม่เพื่อครอบครัว

เรื่องราวของ “แสงไทย” สะท้อนภาพการปรับตัวของธุรกิจครอบครัวในภูมิภาคได้อย่างชัดเจน ทุกวันนี้ร้านวัสดุก่อสร้างดั้งเดิมของคุณพ่อคุณแม่อาจไม่เป็นที่นิยมแบบเดิม เพราะถูกล้อมรอบด้วย Modern Trade ยักษ์ใหญ่ แต่เพราะคุณแบงค์ตัดสินใจสร้าง New S-Curve แยกออกมาในวันนั้น ครอบครัวจึงยังมีเสาหลักที่แข็งแกร่งคอยค้ำจุน

“การทำธุรกิจครอบครัวมันไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าเราต้องรับช่วงต่อทำแบบเดิมเป๊ะๆ วันนี้สิ่งที่ผมทำมันเติบโตมาจากรากฐานของครอบครัวก็จริง แต่มันกลายเป็นโลกใบใหม่ ที่ทำให้พ่อแม่ผมสามารถ ‘วางมือ’ และ ‘วางใจ’ ได้อย่างแท้จริง”

จากลูกชายที่ไม่มีที่ยืนในร้านวัสดุก่อสร้าง สู่การสร้างอาณาจักรเมทัลชีทระดับประเทศ เป้าหมายลึกๆ ในใจของคุณแบงค์ในวันนั้น อาจไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจ แต่เป็นเพียงความหวังเล็กๆ ที่อยากเห็นคุณแม่ได้พักผ่อน

“ผมเห็นแม่ไม่เคยได้หยุดพักวันอาทิตย์เลยตั้งแต่เปิดร้านขายผ้า ผมแค่อยากทำอะไรสักอย่างให้แม่สบายขึ้น ทุกวันนี้ แม่ผมเริ่มเปิดซีรีส์เกาหลีดูระหว่างเฝ้าร้านได้แล้ว แค่นี้ผมก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่สุดแล้วครับ”

แสงไทย เมทัลชีท | ผู้นำด้านเมทัลชีท | Sangthai Metalsheet
เมทัลชีทต้องแสงไทย เท่านั้น เพราะเรามี หลังคาเหล็ก เมทัลชีท ทุกแบบ ทุกราคา ส่งไว สั่งเช้า ได้เย็น เพราะเราคือตัวจริง แสงไทยเมทัลชีท | Sangthai Metalsheet

ติดตามแสงไทยเมทัลชีทเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sangthaimetalsheet.com/