การเดินทางของทายาทรุ่น 3  "วิวัฒน์ชัยค้าไม้" ผู้มองเห็นความงามของไม้ เปลี่ยนโรงไม้เก่าของครอบครัว สู่คาเฟ่ไม้ในงาน Bangkok Design Week

การเดินทางของทายาทรุ่น 3 "วิวัฒน์ชัยค้าไม้" ผู้มองเห็นความงามของไม้ เปลี่ยนโรงไม้เก่าของครอบครัว สู่คาเฟ่ไม้ในงาน Bangkok Design Week

ทำที่บ้าน

ท่ามกลางกระแสธารของกาลเวลาที่เปลี่ยนผ่าน ย่านการค้าเก่าแก่อย่าง "บางโพ" กำลังถูกท้าทายด้วยวัสดุสมัยใหม่และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่สำหรับ "บี วริศรา หาญวิวัฒนกูล" ทายาทรุ่นที่ 3 ของ วิวัฒน์ชัยค้าไม้ กองไม้เก่าแก่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่มันคือความทรงจำวัยเด็กและบ้าน ที่เธอตั้งใจอยากกลับมาสานต่อให้เติบโตต่อไป นี่คือเรื่องราวการเติบโต และการค้นพบคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในลายไม้แต่ละแผ่น

ปฐมบทจาก "วิวัฒน์พนา ค้าไม้" สู่ยุคใหม่ของไม้ต่างประเทศ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคของ "อากง" ผู้ก่อตั้งบริษัทในชื่อ "วิวัฒน์พนาค้าไม้" เริ่มต้นจากการค้าไม้สักและไม้ในแถบเพื่อนบ้านเนื่องจากมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เมื่อมาถึงรุ่นคุณพ่อ คุณป้า คุณอา วิสัยทัศน์ของธุรกิจก็เริ่มขยับขยายไปไกลกว่าขอบเขตเดิม ทั้งสินค้าหมวดไม้ และหมวดพื้นที่เพิ่มเติมเข้ามา

"รุ่นคุณพ่อ คุณป้า คุณอา เขาเข้ามาช่วยขยายโปรดักต์ เขาเห็นเทรนด์การตลาดของการตกแต่งบ้านว่ามันเริ่มเป็นโทนสีอ่อน ถ้าเราจะใช้ไม้สัก ไม้แดงที่สีเข้มๆ มันอาจจะไม่ใช่ เราจึงเป็นเจ้าแรกๆ ที่นำเข้าพวกแถบยุโรป อเมริกา และนิวซีเเลนด์ เช่น ไม้แอช ไม้โอ๊ค ไม้สน หรือไม้บีช เข้ามาในเมืองไทย มาเป็นตู้ๆเอง ลงกันเองเลย ส่วนพื้นเราก็เป็นเจ้าแรกๆ ที่นำพื้นลามิเนต ไวนิล เอ็นจิเนียร์ หรือ SPC เข้ามาในตลาด ต้องออกงานใ่ห้ความรู้ เยอะมาก พูดจนเหนื่อยเลยเพราะคนยังไม่รู้จักว่าแต่ละสินค้าคืออะไร "

การมองการณ์ไกลในวันนั้น ทำให้วิวัฒน์ชัย ค้าไม้กลายเป็นผู้นำเข้าไม้แปรรูป และวัสดุปูพื้น จากต่างประเทศเจ้าแรกๆ ของตลาด ที่เน้นคุณภาพ ระดับ World class และบริการที่ใส่ใจลูกค้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน

สนามเด็กเล่นในกองไม้

ในขณะที่เด็กคนอื่นอาจเติบโตมากับสนามหญ้า แต่สำหรับบี "โรงไม้" คือสนามเด็กเล่นของเธอ ด้วยความที่ครอบครัว  มาตั้งรกรากที่ "บางโพ" แหล่งค้าไม้ที่ใหญ่ที่สุดเพราะการขยายตัวของเมืองและเส้นทางขนส่งทางน้ำ ชีวิตวัยเด็กของเธอจึงคลุกคลีอยู่กับกลิ่นไม้และผิวสัมผัสของไม้

"สนามเด็กเล่นของบีก็เลยกลายเป็นโรงไม้ ปีนกองไม้เล่นซ่อนแอบ  เล่นฟันดาบกับเด็กผู้ชายเพื่อนข้างบ้านประจำ เพราะตอนนั้นเป็นลูกคนเดียว น้องยังไม่มา ถ้าพูดเรื่องเสี้ยน อันนี้พ่อเป็นคนเอาเสี้ยนออกให้ประจำ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ"

ไม่ใช่แค่เล่นซน แต่เธอยังซึมซับวิญญาณการค้ามาโดยไม่รู้ตัว "ช่วยคุณพ่อตั้งแต่เด็กเลย พ่ออุ้มไปทอนตังค์ไป เป็นเด็กเสิร์ฟน้ำให้ลูกค้า" ภาพจำเหล่านี้กลายเป็นความผูกพันที่ฝังรากลึก ทำให้เธอแยกแยะชนิดของไม้ได้ด้วยสัญชาตญาณตั้งแต่ยังเล็ก

คำสัญญาต่ออากง: จุดเปลี่ยนของเด็กหลังห้อง

จากเด็กซนๆ ที่วิ่งเล่นในกองไม้ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ "อากง" เสาหลักของครอบครัวจากไปในช่วงที่บียังเป็นวัยรุ่น ความสูญเสียนั้นเปลี่ยนเด็กหญิงตัวน้อย พี่สาวคนโตของ generation 3 ให้มีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่เกินวัย

"ตอนที่อากงเสีย... เราก็เลยรู้สึกว่า เราคงต้องตั้งใจเรียน ช่วยดูแลที่บ้านแล้วมั้ง... ตอนเด็กๆ ไม่รู้ทำไมคิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่มันทำให้เรากลายเป็นเด็กเรียนเลย อยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้อง อยากดูแลที่บ้าน จากเด็กเล่นซนๆ ก็เปลี่ยนไปเลย"

ความตั้งใจนั้นแรงกล้าจนทำให้เธอเลือกทางเดินการศึกษาอย่างชัดเจนว่าจะกลับมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน จนในที่สุดเธอก็พาตัวเองเข้าสู่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อปริญญาโท MBA ตามที่ตั้งใจไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสานต่อธุรกิจ


การจากไปของ "อาม่า" และตั๋วเครื่องบินที่ไม่ได้ใช้

หลังจบปริญญาตรี บีมีความฝันเหมือนคนรุ่นใหม่หลายคน คือการไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เตรียมตัวทุกอย่างพร้อมสรรพ ยื่นใบสมัคร เพื่อจะออกไปหาประสบการณ์ แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง

"ตอนแรกกะว่าจะไปเรียนต่อโทอังกฤษนะ หรืออาจจะไปอเมริกา... แต่ตอนนั้น 'เน' หรือคุณย่าเสีย สนิทกับเนมาก พอเนเสียปุ๊บ มันเหมือนช็อก แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ Thesis พอดี มันพีคมาก แต่ก็ต้องพยายามเก็บ พยายามเข้มแข็งให้ทุกคนที่บ้าน"

ความสูญเสียครั้งที่สองกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่แน่นอนของเวลา "กลายเป็นว่า 'เอาล่ะ' กลับมาช่วยต่อเลย" เธอตัดสินใจพับโครงการเรียนต่อต่างประเทศ และก้าวเท้ากลับเข้ามาที่บางโพเต็มตัวในวันที่ครอบครัวต้องการเธอที่สุด

บางโพที่เปลี่ยนไป

เมื่อกลับมาในฐานะคนทำงาน บีพบว่าบางโพที่เธอเคยวิ่งเล่นในวัยเด็ก ก็ดูจะ ไม่เหมือนเดิมอีก ยุคทองของงานฝีมือเริ่มจางหาย ช่างไม้ ช่างแกะสลัก และงานตกแต่งไม้จริงลดน้อยลง และการเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูกเริ่มตีตลาด

"Business Cycle มันเปลี่ยน งาน build in ไม้ เฟอร์นิเจอร์ไม้ และงานแกะสลักคนใช้น้อยลง ช่างก็น้อยลง แล้วสินค้าสำเร็จรูป หรือจีนก็เริ่มเข้ามา ร้านลามิเนตจีนมาเปิดขายกันถูกมาก มาตัดราคากัน"

นอกจากการแข่งขันภายนอก การต่อสู้ภายในเพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรก็ยากไม่แพ้กัน การนำระบบเว็บไซต์และ Line OA เข้ามาใช้กลายเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ "ทำออนไลน์ ทำในสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจเลย... เขาจะถามว่ามานั่งทำอะไร" แต่เธอก็อดทนและพิสูจน์ให้เห็นว่า ช่องทางใหม่ๆ เหล่านี้คือทางรอดในยุคดิจิทัล

ภารกิจชุบชีวิตโรงไม้ในงาน VK Open House - Bangkok Design Week

ด้วยความเชื่อที่ว่า "ไม้มีเสน่ห์ในตัวเอง" บีจึงตัดสินใจ จัดงาน Open House ในโรงไม้เพื่อให้คนภายนอกได้สัมผัสความงามของไม้ที่เธอมองเห็นตั้งแต่เด็ก เธออาศัยจังหวะช่วงที่มีการจัดงาน Bangkok Design Week ที่ผู้คนจะมาเดินในย่านบางโพค่อนข้างมาก 

"ตอนเด็กๆ บีขึ้นๆ ลงๆ กองไม้ แล้วรู้สึกว่า เอ้อ มันสวยดีนะ ถ้าคนอื่นได้เห็นแบบที่เราเห็น มันก็น่าจะดี เขาคงจะเข้าใจไม้มากขึ้น"

แม้ตอนแรกที่บ้านจะงงว่า "จะมาทำไมโรงไม้?" แต่บีก็สร้างสรรค์กิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับไม้ ตั้งแต่ปีแรกที่เป็นคาเฟ่ในโรงไม้ มาจนถึงปีล่าสุด ที่ร่วมมือกับ Guss Damn Good รังสรรค์ไอศกรีมรส "Home Sweet Home" (Smoked Maple Candy Walnut) เพื่อส่งต่อรสสัมผัสของความอบอุ่น 

"บีอยากเอาความอบอุ่นตรงนี้ส่งต่อให้ลูกค้า... รสชาติมันจะเป็น Smoked Maple, Candy Walnut... ไม้มันจะไม่ได้หวานมาก มันจะมีกลิ่น Smoke นิดๆ ติดปลายลิ้น" ผลลัพธ์คือเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด คนเริ่มมองเห็นมุมมองใหม่ๆ ของโรงไม้ที่ไม่ใช่แค่สถานที่เก็บสินค้า แต่เป็นพื้นที่ของงานศิลปะ และในงาน Bangkok Design Week ในปี 2026 ที่ผ่านมา นี้เธอก็ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Program หลักของงานภายใต้ชื่อ VK Floor ในธีม Longivity and  Sustainability Design ซึ่งบีอยากทำให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้นว่าการที่เราใช้ไม้ทึ่มีคุณภาพ ในงานออกแบบ สามารถทำให้ชีวิตเรายืนยาวแบบยั่งยืนได้จริง เพราะวัสดุที่ดี สามารถช่วยทั้งเราและโลกไปพร้อมกันได้

คุณค่าและความงามของลายไม้

จากการคลุกคลีมาทั้งชีวิต บีค้นพบ "สัจธรรม" ของไม้ที่วัสดุสังเคราะห์เลียนแบบไม่ได้ เธอมองเห็นไม้เป็นมากกว่าแค่วัสดุก่อสร้าง แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว

"บีรู้สึกว่าไม้มันเป็น Renewable Product ที่สามารถใช้ได้ทุกส่วน ทั้งช่วยเรา ช่วยโลกกรองฝุ่น กรองคาร์บอนไดออกไซต์ ตัดไปก็จริงแต่มันขึ้นใหม่ได้ โดยใช้เวลาไม่นาน... มันไม่เหมือนวัสดุอื่นที่ต้องระเบิดภูเขาเอาหินมา แล้วภูเขาก็หายไปเลย"

ความหลงใหลของเธอเจาะลึกไปถึง "ลายไม้" ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นตำหนิ แต่สำหรับเธอ มันคือเสน่ห์ที่หาที่เปรียบไม่ได้ เธอเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่าไม้แต่ละแผ่นก็เหมือนมนุษย์

"ลายของไม้แต่ละต้นมันไม่เหมือนกันเลย มันคือคาแรคเตอร์ของธรรมชาติ มีตาบ้าง สีเข้มบ้างอ่อนบ้าง เป็นปกติ ถ้าเราเข้าใจ เราจะ Appreciate มันมากขึ้น การแต่งบ้านก็จะง่ายขึ้นสำหรับทุกฝ่าย"

นอกจากความสวยงามทางสายตา "ความรู้สึก" คืออีกสิ่งที่ไม้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในงานสถาปัตยกรรม บีเล่าว่าไม้คือตัวช่วยเบรกความแข็งกระด้างของเมืองคอนกรีต

"พอเราอยู่กับปูนเยอะๆ มันจะรู้สึกแข็งๆ... พอมีไม้มันจะมีความเบรก Mood and Tone ให้ดู Homie ขึ้นมา ดูมีชีวิตขึ้นมานิดนึง"

และมากกว่าความสวยงาม คือความภูมิใจที่ได้รู้ว่าไม้จากโรงงานของเธอ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรูริมน้ำหรือคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง

"ตอนเด็กๆ ไม่เคยเข้าใจเลยนะ เวลาที่ที่บ้านต้องบินไป QC ไม้ก่อนเอาเข้ามา หรือเวลาแม่ขับรถผ่านตึกแล้วชี้บอกว่า 'อันนี้แม่ทำนะ' หรือคุณอาบอกว่า “โครงการนี้ก็ของเรา” เราก็คิดว่า 'แล้วยังไง?'... แต่พอมาทำเองถึงเข้าใจว่า ในตึกที่มีคนใช้ชีวิตอยู่ เราเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโครงสร้างนั้นขึ้นมา... มันเป็นความภูมิใจเล็กๆ ว่าเราได้ช่วยสร้างบ้าน ออฟิศ หรือโรงแรมให้ลูกค้า ได้เลือกของที่ดี ที่ปลอดภัย ทำให้เค้ามี space ที่อบอุ่น สวยงาม อยู่กับครอบครัว หรือที่ทำงานอย่างมีความสุข "

บทเรียนจากกองไม้สู่ทายาทรุ่นถัดไป

การรับไม้ต่อธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่บทเรียนที่บีได้รับคือการรู้จัก "ผสมผสาน" และ "ขอบคุณ"

"ธุรกิจที่บ้าน เราต้องพยายามหาข้อดีที่มันมีอยู่แล้ว แล้วเราก็เอามาต่อเติมในแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป ธุรกิจถ้ามันอยู่มาได้ประมาณหนึ่ง มันต้องมีข้อดีอะไรของเค้าอยู่ที่ทำให้เติบโตมาจนทุกวันนี้ ซึ่งเราก็หาข้อดีของเขาแล้วเอามาต่อยอด เริ่มจากเล็กๆน้อยๆ ค่อยๆไป เท่าที่เราทำได้"

และสิ่งสำคัญที่สุดที่เธอฝากไว้คือการให้กำลังใจตัวเอง "อยากบอกคนทำที่บ้านว่า อย่าลืมขอบคุณตัวเองเยอะๆ... การที่เราตัดสินใจมาดูแลต่อ ลงมือทำนู้นนี่ จนเดินมาได้ขนาดนี้ มันไม่ง่าย ต้องใช้ความตั้งใจ อดทน ทุ่มเท และแรง support ของใจตัวเองมากๆ ต้องเติมใจ ว่า ตัวเราเองถือว่าเก่งมากแล้วนะ ขอบคุณที่ลงมือทำมาด้วยกัน แบบไม่หยุดนิ่ง... ขอบคุณคนอื่นแล้ว ก็อย่าลืม ขอบคุณตัวเอง ต้อง Cheer up ตัวเองเยอะๆ " 

วันนี้ วิวัฒน์ชัย ค้าไม้ ภายใต้การดูแลของบี ไม่ได้เป็นเพียงร้านขายไม้ หรือร้านขายวัสดุปูพื้น แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน ผ่านความรักและความเข้าใจในธรรมชาติของไม้และมนุษย์ และยังเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้วัสดุพื้นและไม้ต่างๆ ที่เปิดกว้าง ให้กับคนทั่วไป นิสิตนักศึกษา หรือผู้ออกแบบ ที่อยากหาข้อมูลเรื่องวัสดุ และการตกแต่งบ้าน