ฝ่ากำแพงธุรกิจรุ่นอากง!  เมื่อ ‘การทำคอนเทนต์’ คือกุญแจสำคัญ ที่ทายาทรุ่น 3 ใช้เปลี่ยนวิธีคิดของร้านวัสดุก่อสร้าง

ฝ่ากำแพงธุรกิจรุ่นอากง! เมื่อ ‘การทำคอนเทนต์’ คือกุญแจสำคัญ ที่ทายาทรุ่น 3 ใช้เปลี่ยนวิธีคิดของร้านวัสดุก่อสร้าง

ทำที่บ้าน

การกลับมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวที่เปิดมานานกว่า 50 ปี มักมาพร้อมกับกำแพงความเชื่อที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจดั้งเดิมที่พึ่งพาการขายหน้าร้านเป็นหลักอย่าง "ร้านตราช้างวัสดุก่อสร้าง" ในอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

เมื่อ ‘คุณจอย กรวรรณ วัฒนกุล’ ทายาทเจเนอเรชันที่ 3 ผู้เคยทำงานในวงการเอเจนซี่โฆษณาในกรุงเทพฯ ต้องกลับมารับไม้ต่อจากอากงและคุณพ่อ สิ่งแรกที่เธอต้องเผชิญคือช่องว่างระหว่างวัยและวิธีการทำงาน ในสายตาของผู้ใหญ่ การทำงานคือการเดินตรวจสต๊อกหรือรับแขกหน้าร้าน การที่เธอนั่งพิมพ์งานหรือหาข้อมูลอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จึงมักถูกอากงตั้งคำถามเสมอว่า "ทำไมเล่นแต่คอมฯ?"

นี่คือเรื่องราวของการใช้เครื่องมือที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจอย่าง ‘การทำคอนเทนต์ออนไลน์’ มาเป็นอาวุธในการพิสูจน์ตัวเอง และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงวิธีการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ให้เข้ากับยุคสมัยโดยไม่ต้องแตกหัก

ลดอีโก้ ถอดหมวกผู้บริหาร เพื่อเข้าใจหน้างานจริง

ก่อนที่จะเริ่มหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายคลิป คุณจอยพบว่ากำแพงด่านแรกไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่คือ "พนักงานหน้างาน" ที่มีความคิดและวิถีชีวิตต่างจากคนกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง ในช่วง 3 เดือนแรก เธอเคยพยายามวางแผนธุรกิจแบบสวยหรูตามสไตล์เด็กจบใหม่ แต่ผลลัพธ์คือความล้มเหลวและถูกต่อต้านจนถึงขั้นแอบร้องไห้อยากกลับกรุงเทพฯ

เมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผล เธอตัดสินใจเปลี่ยนวิกฤตความรู้สึกนั้นด้วยการ "ถอดหมวกผู้บริหาร" แล้วลงไปสวมบทเป็น "พนักงานคนหนึ่ง" ลูกน้องจดสต๊อกด้วยมือ เธอก็จดด้วยมือ ลูกน้องคุยกับลูกค้าหน้าร้าน เธอก็ไปยืนเรียนรู้อยู่ตรงนั้น การยอมลดอีโก้และทำความเข้าใจธรรมชาติของคนทำงาน กลายเป็นกุญแจดอกแรกที่ทำให้พนักงานเปิดใจยอมรับ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือเมื่อเธอเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ

โอกาสที่ซ่อนอยู่ใน ‘ความไม่รู้’ และการแปล 'ศัพท์ช่าง' เป็น 'ศัพท์ชาวบ้าน'

เมื่อซื้อใจพนักงานได้แล้ว ภารกิจต่อไปคือการหาลูกค้าใหม่ ด้วยความที่คุณจอยไม่ได้เติบโตมากับการคลุกคลีในร้านวัสดุก่อสร้าง เธอแทบไม่รู้จักสินค้าเลยว่า ปูนแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร อิฐมวลเบากับอิฐธรรมดาต่างกันตรงไหน หรือเหล็กแบบไหนใช้ทำอะไร

แต่แทนที่จะมองว่าเป็นจุดอ่อน เธอกลับมองเห็น "โอกาส"

คุณจอยสังเกตเห็นเทรนด์ใหม่ว่า คนยุคนี้เริ่มหันมาซ่อมแซมและตกแต่งบ้านด้วยตัวเอง มากขึ้น ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็ "ไม่รู้" เรื่องวัสดุก่อสร้างเหมือนกับเธอ เธอจึงทำหน้าที่เป็น 'ตัวแทนหมู่บ้าน' นำความสงสัยของตัวเองไปถามผู้เชี่ยวชาญ พนักงานและช่าง แล้วนำมาแปลจาก 'ศัพท์ช่าง' ให้กลายเป็น 'ศัพท์ชาวบ้าน' ผ่านการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น เพื่อให้ความรู้แบบเข้าใจง่ายบนโลกออนไลน์

ครอบครัวกับคำถามว่า “ทำไปทำไม?”

การเริ่มต้นทำคอนเทนต์ในธุรกิจที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงแรกคุณจอยไม่กล้าแม้แต่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายที่หน้าร้าน เธอต้องแอบไปอัดคลิปในห้องนอนตอนกลางคืนหลังเลิกงาน

เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านเห็นเข้า ปฏิกิริยาแรกที่สะท้อนกลับมาคือความไม่เข้าใจ คุณพ่อมักจะบอกว่า "ไม่ต้องอัดคลิปหรอก อัดทำไม พักผ่อนได้แล้ว" ส่วนอากงเมื่อเลื่อนไปเจอคลิปของเธอในโซเชียลมีเดีย ก็ตั้งคำถามว่าสิ่งที่ทำอยู่เนี่ย มันคืออะไร และทำไปเพื่ออะไร?

แต่คุณจอยเลือกที่จะไม่โต้เถียง เธอรับฟังและ "แอบทำต่อไป" เธอถ่ายเอง ตัดต่อเอง และลงคลิปอย่างสม่ำเสมอ เพราะเธอเชื่อมั่นว่าคอนเทนต์คือสะพานเชื่อมร้านของครอบครัวเข้ากับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้

เมื่อ "ยอดขายจริง" เปลี่ยนวิธีคิดคนรุ่นกง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผลลัพธ์ของการทำคอนเทนต์เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม

ลูกค้าใหม่ๆ เริ่มเดินเข้ามาที่ร้านและทักทายคุณจอยว่า "ติดตามมาจากใน TikTok นะ" มีลูกค้าทักเข้ามาขอใบเสนอราคาผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น คุณจอยยังนำรายได้ที่เกิดขึ้นจากการทำคอนเทนต์บน Facebook ไปเปิดให้อากงดู เพื่อพิสูจน์ว่าโลกออนไลน์สร้างมูลค่าได้จริง

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้เหล่านี้ เข้าไปทลายกำแพงความไม่เข้าใจของผู้ใหญ่ลงอย่างสิ้นเชิง จากคุณพ่อที่เคยบอกให้เลิกอัดคลิป กลายเป็นคนที่ 'มายืนรอ' ให้คุณจอยถ่ายคลิปรีวิวสินค้าที่โกดังหลังปิดร้าน

และที่เติมเต็มหัวใจคนทำงานที่สุด คือคำชมสั้นๆ จากอากงระหว่างนั่งทานข้าวว่า... "เออ พอกลับมาก็ดีเนอะ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น มาขอใบเสนอราคาเยอะขึ้น" 

มากกว่าคอนเทนต์ คือการหาเป้าหมายที่แท้จริง และการผสานรอยต่อระหว่างวัย

ลึกๆ แล้ว คุณจอยเคยมีความฝันอยากทำธุรกิจร้านไอศกรีม ถึงขั้นไปเรียนและซื้อตู้แช่เตรียมไว้แล้ว แต่เมื่อต้องมารับผิดชอบธุรกิจครอบครัว เธอจึงต้องกลับมาตั้งคำถามหา "Purpose" หรือเป้าหมายที่แท้จริงของการอยู่ที่นี่

การทำคอนเทนต์ไม่ได้แค่ช่วยชีวิตธุรกิจ แต่ยังช่วยชีวิตพนักงานต่างอำเภอให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ มันได้มอบ "เวลา" ให้เธอได้กลับมาใกล้ชิดกับอากงอาม่า ได้นั่งกินข้าวและพูดคุยกันทุกวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้หากเธอยังทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ

ฝากทิ้งท้ายถึงทายาทธุรกิจ

คุณจอยทิ้งท้ายด้วยข้อคิดที่น่าสนใจสำหรับทายาทธุรกิจครอบครัวว่า การกลับมาพัฒนาธุรกิจที่บ้าน ไม่ใช่การพุ่งชนเพื่อเอาชนะ แต่คือการ "ประนีประนอม"

"เวลาเราเสนอไอเดียใหม่ๆ ผู้ใหญ่มักจะมองในมุมลบหรือตั้งคำถามเผื่อสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน แทนที่เราจะหงุดหงิด ให้มองว่านั่นคือประสบการณ์ของเขา แล้วหยิบคำเตือนเหล่านั้นมาอุดรอยรั่วในแผนงานของเรา ทฤษฎีที่เราเรียนมามันเป็นแค่จุดเล็กๆ ในการทำธุรกิจ แต่ความเข้าใจและการปรับตัวให้กลมกล่อมต่างหาก คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวไปต่อได้"