“ป๊าจะเลี้ยงเป็นลูกจ้าง หรือผู้บริหาร?"ทายาทรุ่น 2 ‘Sun On’  กับการพาแบรนด์อายุ 30 ปีก้าวข้ามอดีตด้วยการเปิดใจขอโอกาสกับผู้ใหญ่

“ป๊าจะเลี้ยงเป็นลูกจ้าง หรือผู้บริหาร?"ทายาทรุ่น 2 ‘Sun On’ กับการพาแบรนด์อายุ 30 ปีก้าวข้ามอดีตด้วยการเปิดใจขอโอกาสกับผู้ใหญ่

ทำที่บ้าน

ภาพจำของ “บูม-นภัส ศิรินันท์” ในวัยเด็ก คือการใช้เวลาช่วงปิดเทอมขลุกอยู่ในโรงงานผลิตแชมพู แลกกับค่าขนมวันละหนึ่งร้อยบาทเพื่อมานั่งแพ็กของ หรือยอมทนร้อนนั่งรถสิบล้อไปกับเซลล์เพื่อแลกกับค่าคอมมิชชัน

โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า คุณพ่อกำลังปลูกฝังและสอนให้เขาซึมซับกระบวนการทำงานของ ‘Sun On’ (ซันออน) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขาย ไปจนถึงการบริหาร

นี่คือเรื่องราวของคุณบูม ทายาทรุ่นสองที่ก้าวออกไปหาประสบการณ์นอกบ้าน ก่อนจะถูกเรียกตัวกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว และต้องเผชิญกับบททดสอบใหญ่ ทั้ง “อีโก้” ของตัวเองในฐานะเด็กจบใหม่ และ “ความขัดแย้ง” กับแนวคิดการบริหารของคุณพ่อ จนนำไปสู่การเปิดใจคุยเพื่อขอโอกาสในการดูแลธุรกิจที่มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจเติบโต

เก็บเกี่ยววิชาจากนอกบ้าน

ทายาทธุรกิจหลายๆ คน เมื่อเรียนจบแล้วอาจเดินเข้าออฟฟิศที่บ้านทันที แต่สำหรับคุณบูม เขาเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป หลังเรียนจบ เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรามีทรัพยากรอะไรที่บ้านที่เอามาทำเงินได้บ้าง?” 

คำตอบที่ได้คือ ‘ตึกแถวว่างๆ’ ประกอบกับเทรนด์การท่องเที่ยวตอนนั้นที่กำลังบูม เขาจึงตัดสินใจทำธุรกิจ Hostel คุณบูมเดินไปขอกู้เงินคุณพ่อ แต่คุณพ่อกลับท้าทายให้เขาไปทำเรื่องกู้แบงก์ด้วยตัวเองก่อน เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของโปรเจกต์

ความน่าภูมิใจคือแบงก์อนุมัติผ่าน! แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ โควิด-19 ก็ระบาดหนัก โปรเจกต์โฮสเทลจึงต้องพับเก็บไปอย่างถาวร แต่นั่นกลายเป็นความโชคดีในความโชคร้ายที่ทำให้เขาไม่เจ็บตัวหนัก และผลักดันให้เขาออกไปหาประสบการณ์ในฐานะพนักงานออฟฟิศ

คุณบูมเข้าไปทำงานในเอเจนซี่โฆษณาออนไลน์ ได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับ Global ซึ่งสอนให้เขาเข้าใจแก่นของการทำการตลาดออนไลน์ การมองหา Touchpoint ของลูกค้า และโครงสร้างการทำงานที่เป็นระบบ เป้าหมายต่อไปของเขาคือการกระโดดเข้าสู่บริษัท FMCG ยักษ์ใหญ่เพื่อเรียนรู้ระบบบริหารองค์กรระดับโลก... 

แต่แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อคุณพ่อเป็นโรคซึมเศร้า เขาจึงต้องทิ้งความฝันส่วนตัวแล้วหันหลังกลับมาสานต่อกิจการของที่บ้าน

เมื่อไฟแรง ปะทะ ความจริงของตลาด

ในวันแรกที่กลับมา เขามีไฟลุกโซนและทฤษฎีการตลาดเต็มหัว เขาเริ่มทำ SWOT Analysis, วาง Business Model Canvas และตั้งเป้าจะต่อยอดแบรนด์ทันที โดยโปรเจกต์แรกคือการเข็น ‘แชมพูลดผมร่วง’ ออกมาขายคู่กับสินค้าตัวฮีโร่ดั้งเดิมอย่างสเปรย์ลดผมร่วง ด้วยสมมติฐานง่ายๆ ว่า "ลูกค้าใช้สเปรย์เรา ก็ต้องอยากใช้แชมพูของเราสิ"

ผลลัพธ์คือ ขายได้น้อยมากจนแทบจะเรียกว่าล้มเหลว

"ตอนนั้นผมไม่ได้เริ่มจากปัญหาของลูกค้า แต่ผมเริ่มจาก ‘ความอยาก’ ของตัวเอง เรามีความฝัน มี Passion แต่ความรู้และประสบการณ์หน้างานเรายังน้อย เราเลยมองไม่เห็นความเป็นจริงของตลาด มันเป็นบทเรียนราคาแพงที่สอนผมว่า แค่ Passion อย่างเดียวมันไม่พอที่จะทำธุรกิจให้สำเร็จ"

ความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้คุณบูมต้องกลับมารื้อระบบความคิดใหม่ เขาเริ่มเดินออกไปหาฟีดแบ็กหน้างาน ไปเข้ากลุ่มเครือข่ายนักธุรกิจอย่าง BNI เพื่อเอาตัวเองออกจากห้องสี่เหลี่ยม ไปฟังมุมมองของนักธุรกิจอุตสาหกรรมอื่น เพื่อนำกรอบความคิดใหม่ๆ กลับมาปรับใช้กับ Sun On

คำถามเปลี่ยนชีวิต “จะเลี้ยงผมเป็นลูกจ้าง หรือผู้บริหาร?”

ปัญหาคลาสสิกของทายาทธุรกิจคือ ‘แรงต้าน’ จากคนรุ่นพ่อแม่ คุณพ่อของคุณบูมเป็นนักธุรกิจที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและเคยกู้วิกฤตสภาพคล่องของ Sun On มาแล้วในอดีต ท่านจึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงและกลัวการสูญเสียฐานลูกค้าเดิม ในขณะที่คุณบูมมองเห็นแต่คำว่า “การเติบโต” และอยากทดลองสิ่งใหม่ๆ

เมื่อเป้าหมายไม่ตรงกัน การนำเสนอไอเดียใหม่ๆ จึงมักจบลงด้วยคำถามต้อนให้จนมุมจากคุณพ่อว่า "แล้วถ้าทำแบบนี้ แล้วมันไม่ได้ผลล่ะ?" จนเกิดเป็นความอึดอัดในการทำงาน

จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณบูมตัดสินใจเปิดอกคุยกับคุณพ่อด้วยคำถามที่ตรงไปตรงมาที่สุด

"ป๊าจะเลี้ยงบูมให้เป็นลูกจ้าง หรือให้เป็นผู้บริหาร? ถ้าอยากให้เป็นผู้บริหาร ป๊าต้องปล่อยให้บูมตัดสินใจและไปพลาดเอง สิ่งที่ป๊าช่วยได้คือช่วยเป็นโค้ชเตือนสติเพื่อลดแรงกระแทกเวลาที่บูมจะตัดสินใจอะไรพลาดไป"

คุณพ่อนิ่งไปกับคำถามนั้น ท่านไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่หลังจากการพูดคุยครั้งนั้น ทุกครั้งที่คุณบูมนำเสนอโปรเจกต์ใหม่ คำตอบที่ได้กลับมาคือ "ทำเลย" คุณพ่อถอยตัวเองออกไปเป็นผู้เฝ้ามองและควบคุมเฉพาะเรื่องงบประมาณ ปล่อยให้ลูกชายได้คุมพวงมาลัยธุรกิจอย่างแท้จริง

สมรภูมิใหม่กับการใช้จุดแข็งเดิม เพิ่มเติมคือความคุ้มค่า

เมื่อได้โอกาสในการบริหารที่มากขึ้นคุณบูมเริ่มประเมินธุรกิจตามความเป็นจริง เขาพบว่าตลาด Mass เดิมที่เป็นร้านเสริมสวยและร้านค้ายี่ปั๊วเริ่มหดตัวลง จากอดีตที่มีคู่แข่งเพียง 40 แบรนด์ ปัจจุบันมีมากกว่า 300 แบรนด์

คุณบูมจึงวางกลยุทธ์พาสินค้าขยับขึ้นมาสู่ตลาด ‘กลาง-บน’ (Premium Mass) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่เขาเข้าใจอินไซต์มากที่สุด นั่นคือกลุ่มคนที่มองหา “ความคุ้มค่า”

"ถ้าผมจะทำแชมพูขวดละ 200 บาท ผมต้องมั่นใจว่ามันคือแชมพูที่ดีที่สุดในตลาดที่ราคา 200 บาท และไม่มีใครสู้เราได้ เพราะจุดแข็งของเราคือการมีโรงงานผลิตและ R&D ของตัวเอง เราคุมต้นทุนและคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง"

ความท้าทายในตอนนี้คือ การทำให้ลูกค้ารับรู้ภาพลักษณ์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่พรีเมียมขึ้น ภายใต้ชื่อแบรนด์ Sun On เดิมที่คุ้นหูในตลาดแมส ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่คุณบูมกำลังค่อยๆ แก้เกมด้วยการแยก Packaging และการนำเสนอให้ขาดออกจากกันอย่างชัดเจน

ลดอีโก้ คุยด้วยเหตุผล และกล้าก้าวออกจาก Comfort Zone

เมื่อมองย้อนกลับไป คุณบูมพบว่าสิ่งที่ทำให้เขาสามารถทำงานร่วมกับคนต่างเจเนอเรชัน หรือแม้แต่กับพนักงานที่อายุมากกว่าได้อย่างราบรื่น คือการ ‘ไม่มีอีโก้’

"ผมเชื่อว่าพนักงานทุกคนก็ต้องมีเรื่องที่เก่งกว่าผม ดังนั้น ผมจะให้เกียรติทุกคน และเวลาคุยงาน ผมคุยด้วยเหตุและผลเสมอ ซึ่งต้องขอบคุณที่บ้านที่เลี้ยงดูผมด้วยเหตุผลมาตั้งแต่เด็ก"

สำหรับคุณบูม ธุรกิจครอบครัวคือสนามเด็กเล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อคิดที่เขาอยากฝากถึงทายาทธุรกิจทุกคนคือ

"ทำหน้าที่ให้เยอะที่สุด เลือกความเสี่ยงในระดับที่คุณและธุรกิจรับไหว แล้วลุยเลย ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง ขอให้อดทน ทุกคนต้องผ่าน Comfort Zone เข้าสู่ Fear Zone เพื่อไปสู่ Learning Zone และในที่สุดคุณถึงจะไปถึง Growth Zone หรือการเติบโตอย่างแท้จริงได้"