จากสนามเด็กเล่นในร้านเครื่องเขียน สู่ความผูกพันที่ขอสานต่อของแฝดสาวแห่ง "ศรีกิจ" ร้านเครื่องเขียน 30 ปีจังหวัดสระแก้ว
สำหรับเด็กหลายคน สนามเด็กเล่นอาจหมายถึงชิงช้าหรือบ่อทราย แต่สำหรับ ‘จินนี่ - ชัญญานุช ไพเราะห์’ และ ‘จีน่า - ชัญญาพร ไพเราะห์’ สนามเด็กเล่นในวัยเด็กของพวกเธอคือชั้นวางของในร้าน ‘ศรีกิจเครื่องเขียน’ อาณาจักรเครื่องเขียนแห่งใหญ่ของจังหวัดสระแก้ว
พวกเธอเติบโตมากับกลิ่นกระดาษ และการได้หยิบสีไม้มาวาดรูปเล่นจนชนะการประกวด พร้อมภาพของคุณพ่อคุณแม่ที่ตื่นแต่เช้าตรู่มาเปิดร้านและทำงานจนดึกดื่น ที่ค่อยๆ ถักทอเป็นความผูกพันและความฝันเล็กๆ ในใจว่า วันหนึ่งพวกเธอจะกลับมาดูแลสถานที่แห่งนี้ กลับมาสานต่อธุรกิจที่หล่อเลี้ยงครอบครัว เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องผูกติดอยู่กับความเหน็ดเหนื่อยหน้าเก๊ะเก็บเงินอีกต่อไป
นี่คือเรื่องราวอันแสนอบอุ่นของการส่งผ่านไม้ต่อระหว่างเจเนอเรชัน ที่ขับเคลื่อนด้วยความผูกพันที่มีต่อธุรกิจครอบครัวที่พวกเธอเติบโตมาด้วยทั้งชีวิต

จากร้านเคมีเกษตร สู่การสร้างอนาคตในจังหวัดเปิดใหม่
หากย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น ‘ศรีกิจ’ ไม่ได้ขายเครื่องเขียนมาตั้งแต่แรก ในยุคบุกเบิก คุณพ่อคุณแม่เปิดร้านขายข้าวสารและเคมีเกษตรอยู่ที่อำเภอสระแก้ว ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนเป็นแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเล็กๆ ต้องเติบโตมาท่ามกลางสารเคมี ประกอบกับเป็นช่วงที่สระแก้วได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดในปี 2536 คุณแม่จึงมองเห็นโอกาสใหม่

“พอสระแก้วกลายเป็นจังหวัด หน่วยงานราชการ อบต. โรงเรียน ก็เกิดขึ้นเยอะมาก แม่เห็นโอกาสว่าในพื้นที่ยังไม่มีร้านเครื่องเขียนแบบครบวงจรเพื่อรองรับหน่วยงานพวกนี้เลย แม่ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจ เพราะอยากสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้ครอบครัว”
จากตึกแถวเช่าเพียง 1 คูหา ด้วยน้ำพักน้ำแรงและความอดทนของคุณพ่อคุณแม่ กิจการก็ค่อยๆ เจริญรุ่งเรืองและขยับขยาย จนสามารถนำเงินเก็บก้อนใหญ่ไปซื้อที่ดินและสร้างอาคารหลังใหม่ที่กว้างขวาง กลายเป็นที่ตั้งของศรีกิจเครื่องเขียนที่มั่นคงและเป็นเหมือน “บ้าน” ของทุกคนมาจนถึงปัจจุบัน

ร้านเครื่องเขียนที่เป็นเหมือนสนามเด็กเล่น
ชีวิตวัยเด็กของจินนี่และจีน่าผูกพันกับร้านเครื่องเขียนแทบจะทุกลมหายใจ ภาพจำของพวกเธอคือการตื่นนอนตอน 6 โมงเช้าพร้อมกับประตูร้านที่เปิดรับลูกค้า และเข้านอนในตอน 2-3 ทุ่มเมื่อร้านปิด เมื่อเริ่มโตขึ้น หน้าที่แรกที่เด็กหญิงฝาแฝดได้รับมอบหมายด้วยความเอ็นดูคือการเป็น ‘แคชเชียร์ตัวน้อย’

“เลิกเรียนมาเราก็เริ่มมาช่วยเก็บตังค์ ทอนเงิน ใส่ถุง บางทีแม่จะไปเข้าห้องน้ำหรือกินข้าว เขาก็จะให้ลูกน้องคอยยืนประกบดูเราอีกที แต่สิ่งที่เราได้เปรียบเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันคือ เราเป็นผู้นำเทรนด์เครื่องเขียนของโรงเรียนค่ะ (หัวเราะ) กล่องดินสอมีปุ่มกดฟังก์ชันเยอะๆ หรือกระดาษเทสต์ปากกาที่ร้าน เราก็เอามาวาดรูปเล่นเป็นปึกๆ จนครูเห็นแววแล้วส่งไปประกวดวาดภาพ ส.ค.ส. ก็มี”
แม้ในช่วงมัธยม คุณพ่อคุณแม่จะส่งฝาแฝดเข้าไปเรียนโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯ เพื่อให้ลูกๆ ได้เจอสังคมที่กว้างขึ้นและฝึกดูแลตัวเอง แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน พวกเธอก็จะวิ่งเข้ามาช่วยงานในร้านด้วยความคุ้นเคยเสมอ
ความผูกพันที่พากลับบ้าน
แม้จะได้รับอิสระเต็มที่ในการเลือกเส้นทางชีวิต คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับหรือกดดันให้ต้องกลับมารับช่วงต่อ ถึงขั้นเคยวางแผนไว้ว่า หากลูกไม่ทำ ก็พร้อมจะเซ้งกิจการเมื่อถึงวัยเกษียณ แต่ลึกๆ ในใจของฝาแฝด พวกเธอมีความเป็นเจ้าของ และรู้อยู่เสมอว่าบ้านคือที่ที่หัวใจอยากกลับมา

“เราคิดตั้งแต่เด็กเลยค่ะว่าจะเรียนบริหารหรือจัดการเพื่อเอากลับมาทำร้าน เพราะธุรกิจนี้คือสิ่งที่เลี้ยงครอบครัวเรามา เราไม่อยากให้มันจบแค่รุ่นป๊ากับแม่ เราอยากเห็นร้านพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้”
หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จินนี่เลือกบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ ส่วนจีน่าลองไปหาประสบการณ์ด้วยการฝึกงานบริษัทต่างชาติและสอบติดแอร์โฮสเตส แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เธอกลับพบว่าการออกไปโบยบินข้างนอก ไม่ได้เติมเต็มหัวใจเท่ากับการได้กลับมาดูแลรังของตัวเอง
“ตอนนั้นฝึกงานบริษัทฝรั่ง สนุกนะ แต่เราเกลียดการที่ต้องตื่นเช้าไปแย่งกันขึ้นรถไฟฟ้ารู้สึกว่าทำไมชีวิตต้องเหนื่อยขนาดนี้ พอสอบแอร์ติด เราก็มานั่งทบทวนกับตัวเอง แล้วก็ตัดสินใจว่า กลับไปทำที่บ้านดีกว่า”
ทำงานข้ามคืนเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
การกลับมาช่วยงานที่บ้านไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสวมบทบาทผู้บริหาร แต่เริ่มต้นด้วยการ “ปัดฝุ่น จัดของ และเรียงสินค้า” ด้วยความตั้งใจที่จะเรียนรู้ระบบตั้งแต่รากฐาน
ความท้าทายที่มาพร้อมความรักคือ ‘ความคาดหวัง’ ผู้ใหญ่มักเชื่อว่า เถ้าแก่ต้องนั่งเฝ้าเก๊ะหน้าร้านเพื่อรับแขก แต่สำหรับทายาทรุ่นใหม่ พวกเธอมองว่าการพัฒนาระบบหลังบ้านคือสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืนและทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
“ผู้ใหญ่เขาติดภาพว่า การที่เรามารับช่วงต่อ คือเราต้องไปนั่งทอนเงินอยู่หน้าร้าน แต่เรามองว่า ถ้าเรายังทำแบบนั้น แล้วเมื่อไหร่มันจะจบ งานทอนเงินจ้างใครทำก็ได้ แต่การบริหารจัดการ การทำระบบเอกสารให้รัดกุม มันต้องเป็นเรา เราอยากทำให้ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้เขาเห็นและวางใจ”
เมื่อผู้จัดการร้านเก่าแก่ลาออกกะทันหัน จินนี่และจีน่าต้องกระโดดขึ้นมารับบทหัวหน้างานแบบข้ามคืน พวกเธอเรียนรู้สินค้านับ 30,000 รายการ บางวันต้องนั่งทำบัญชีและปิดงบจนถึง 4-5 ทุ่ม จนคุณพ่อคุณแม่ต้องเดินมาตามให้ไปนอน ความเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้นไม่ได้สูญเปล่า เพราะมันคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีที่ทำให้พ่อแม่เริ่มเห็นว่า ลูกๆ ของเขากำลังปกป้องและพัฒนาบ้านหลังนี้ด้วยหัวใจ

แฝดขั้วตรงข้าม ความแตกต่างที่เติมเต็มกันและกัน
หนึ่งในความอบอุ่นของศรีกิจเครื่องเขียนยุคใหม่ คือการทำงานร่วมกันของพี่น้องฝาแฝด แม้จะหน้าตาคล้ายกัน แต่นิสัยกลับต่างกันคนละขั้ว ทว่าความต่างนั้นกลับมาช่วยเติมเต็มกันได้อย่างลงตัว จินนี่มีบุคลิกนุ่มนวล รับหน้าที่ดูแลการจัดซื้อ ในขณะที่จีน่ามีความเด็ดขาด ทะเยอทะยาน จึงรับหน้าที่ฝ่ายขายและดูแลหลังบ้าน
“เราแบ่งหน้าที่กันชัดเจนมากค่ะ แต่ก็ตั้งกฎไว้ว่าเราต้องสามารถทำงานแทนกันได้เสมอ กุญแจสำคัญที่ทำให้เราไม่ทะเลาะกันคือ ‘ความเชื่อใจ’ ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ผูกพันและรู้ใจกันทุกอย่าง เราจึงไว้ใจกันเต็มร้อยว่าเราต่างก็ทำเพื่อร้านของเรา”

ศรีกิจในมือทายาทรุ่น 2
ปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่ได้คลายความกังวลและเปลี่ยนสถานะมาเป็นที่ปรึกษา (และนักท่องเที่ยว) อย่างเต็มตัว ปล่อยให้ลูกสาวทั้งสองดูแลการบริหารจัดการร้านอย่างเป็นระบบ แม้จะมีเรื่องให้ขัดใจกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น เรื่องที่ลูกอยากรีโนเวตเปลี่ยนสีกระเบื้องพื้นร้านให้ดูทันสมัย แต่พ่อก็ยังขอรักษากระเบื้องสีเขียวแบบดั้งเดิมเอาไว้ ซึ่งก็กลายเป็นสีสันและรอยยิ้มบนโต๊ะอาหารของครอบครัว
เกือบ 7 ปีที่ฝาแฝดคู่นี้กลับมาดูแลบ้านหลังที่สองของพวกเธอ เมื่อถามถึงบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุด จีน่าตอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจว่า
“คุณค่าของความสัมพันธ์ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ลูกค้า หรือพนักงาน ทุกคนคือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ป๊าจะสอนเสมอว่า การทำงานกับคนต้องมีทั้ง 'พระเดชและพระคุณ' เราต้องมีความเมตตา เอื้อเฟื้อ และช่วยเหลือลูกน้อง ถ้าเขาอยู่กับเราแล้วสบายใจ เขาก็จะเติบโตและดูแลกิจการไปพร้อมกับเรา”
เรื่องราวของ “จินนี่” และ “จีน่า” คือบันทึกความรักอันแสนอบอุ่นของลูกสาวสองคนที่นำความรู้ ประสบการณ์ และหัวใจ กลับมาตอบแทนและดูแลความฝันที่คุณพ่อคุณแม่สร้างมา เพื่อให้ “ศรีกิจเครื่องเขียน” ยังคงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความผูกพันต่อไปอีกตราบนานเท่านาน