ถอดบทเรียนทายาทรุ่น 2 ‘โรงงานไวร์เมช WMI mesh’ กับการปลดล็อกคำว่า ‘ภูมิใจ’ จากคนเป็นพ่อ

ถอดบทเรียนทายาทรุ่น 2 ‘โรงงานไวร์เมช WMI mesh’ กับการปลดล็อกคำว่า ‘ภูมิใจ’ จากคนเป็นพ่อ

ทำที่บ้าน

ตะแกรงเหล็กไวร์เมชคือเหล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นถนน คอยเสริมแรงและรับน้ำหนักเพื่อไม่ให้คอนกรีตแตกร้าว เป็นโครงสร้างที่ถูกซ่อนไว้ ไม่มีใครมองเห็น

ธุรกิจครอบครัวก็อาจจะคล้ายกับถนนเส้นนั้น เบื้องหน้าคือยอดขายและการเติบโต แต่เบื้องหลังที่คอยยึดโยงทุกอย่างเอาไว้คือ ‘ความสัมพันธ์’ ที่บางครั้งก็อาจซ่อนความรู้สึกที่เรามองไม่เห็นเช่นกัน

นี่คือเรื่องราวของ “เม่น - จิรายุส มิตรสันติสุข” ทายาทรุ่น 2 ของโรงงานผลิตตะแกรงเหล็กไวร์เมช “WMI mesh” ลูกชายที่พิสูจน์ตัวเองเพื่อสานต่อโรงงานของครอบครัว แต่กลับพบว่ายอดขายระดับ New High ไม่อาจเติมเต็มช่องโหว่ในใจได้ เท่ากับคำว่า ‘ภูมิใจ’ เพียงคำเดียวจากคนเป็นพ่อ

ไอดอลคนแรก กับคำถามที่ทำให้หน้าชา



จุดเริ่มต้นของโรงงานไวร์เมช WMI mesh แห่งนี้ เกิดขึ้นจากผู้บุกเบิกทั้ง 3 ท่านในเจเนอเรชันที่ 1 ที่นำเอา Know-how เรื่องเครื่องจักรจากต่างประเทศมาผสานกับความเชี่ยวชาญของ ‘คุณพ่อ’ ซึ่งเป็นเซลส์ขายปูนที่มีคอนเนกชันร้านวัสดุก่อสร้างในมือ พวกเขาบุกเบิกตลาดตะแกรงเหล็กไวร์เมชในยุคที่คนยังต้องเอาเหล็กมาวางและผูกทีละเส้น ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งเวลาและแรงงาน อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนสูง พวกท่านจึงมองเห็นโอกาสของไวร์เมชที่จะเข้ามาช่วยแก้ไข pain point เหล่านั้นของลูกค้า

สำหรับเม่น ภาพจำในวัยเด็กคือความเท่ของคุณพ่อ เขาเห็นพ่อเป็น Role Model จากความทุ่มเทในการทำงานและการสร้างธุรกิจ ความชื่นชมนั้นหล่อหลอมให้เม่นเลือกเรียนเตรียมวิศวะในสายช่าง และต่อยอดสู่วิศวกรรมเพื่อเดินตามรอยเท้าพ่อ แต่จุดเปลี่ยนแรกที่ดึงเขาเข้ามาทำความรู้จักกับธุรกิจที่บ้านจริงๆ กลับเป็นความพ่ายแพ้ในห้องสัมภาษณ์งานฝึกงานของบริษัทยักษ์ใหญ่

“ตอนนั้นคนสัมภาษณ์ถามว่า พ่อแม่ทำธุรกิจอะไร ผมตอบได้แค่ว่าเป็นโรงงานไวร์เมช พอเขาถามต่อว่ากระบวนการคืออะไร ธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ผมตอบไม่ได้เลย”

เม่นเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต “วันนั้นโดนเขาสอนกลับมาว่า บ้านตัวเองมีธุรกิจแท้ๆ ทำไมไม่กลับไปดูบ้าง... ผมเดินออกมาแบบหน้าชามาก แล้วก็ตั้งปณิธานเลยว่า ขอเดินเข้าโรงงานไปดูกระบวนการทั้งหมดให้เข้าใจ”

วิชาเหล็กกล้า: โดนด่าให้อดทน เพื่อเรียนรู้ให้คุ้ม

หลังเรียนจบปริญญาโท เม่นไม่ได้กลับบ้านทันที แต่เลือกไปทำงานหาประสบการณ์ที่บริษัทผลิตเหล็กระดับท็อปของประเทศ ที่นั่นเขาได้เรียนรู้ทั้งกระบวนการทำงานและมาตรฐานขององค์กรขนาดใหญ่ แต่การทำงานครั้งนี้ก็ไม่ได้ง่าย เพราะมีแรงกดดันจากที่ทำงานค่อนข้างมาก

มีครั้งหนึ่งเขาถูกหัวหน้าตำหนิกลางที่ประชุมว่า ‘เอายาแก้เมาไปกินก่อนไหม’ เม่นโทรไประบายกับพ่อ และคำตอบที่ได้กลับมาคือสิ่งที่ปลดล็อกความอดทนขั้นสุดของเขา

พ่อบอกว่า “คุ้มแล้วที่ไปทำที่นู่น ถ้าอยู่บ้านไม่มีใครกล้าด่ากล้าว่าเราหรอก ทำไปเถอะ ไม่ต้องเอาเงินเดือนยังคุ้มเลย”

ประโยคนั้นทำให้เม่นเลือกจะอดทน และพยายามเรียนรู้จากช่วงเวลานั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป เขาก็เข้าใจว่าความเข้มงวดเหล่านั้นมีส่วนช่วยผลักดันให้เขาเติบโตขึ้น และยังคงให้ความเคารพหัวหน้าคนนั้นมาจนถึงวันนี้

คำถามจากอาเจ็กที่ทำให้กลับมาทำที่บ้าน

 

ในวันรวมญาติ ซึ่งเป็นเวลาปกติของครอบครัว เม่นกลับได้รับคำถามเปลี่ยนชีวิตจากอาเจ็กของเขาเอง

“ถ้าอยู่บริษัทนี้ต่อ ปีหน้า You จะเรียนรู้ได้เพิ่มอีกกี่เปอร์เซ็นต์?”

เม่นทบทวนตัวเองอยู่สักพัก และตอบกลับไปว่า “คงแค่ 15%”

เพราะทุกสิ่งที่เขาลองทำ มันได้กลายเป็นงาน Routine ไปหมดแล้ว เมื่อมองเห็นเพดานของการเรียนรู้ เขาจึงยื่นใบลาออกในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา และก้าวเท้าเข้าสู่ธุรกิจครอบครัวอย่างเต็มตัว

การกลับมาทำที่บ้านของเม่น ไม่ได้มีการปูพรมแดงหรือมอบตำแหน่งหรูหราให้ เขาเริ่มต้นด้วยการเข้าไปนั่งดู Data หลังบ้าน เอาตัวเลขบัญชีและยอดขายมาวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ก่อนจะติดรถเซลส์ลงพื้นที่ไปเยี่ยมลูกค้าทั่วประเทศ

ข้อมูลในกระดาษสอนให้รู้ทฤษฎี แต่หน้างานจริงสอนให้รู้ความจริง เม่นพบว่าร้านที่ยอดขายในระบบน้อย แท้จริงแล้วเป็นร้านใหญ่ที่มีโกดังมหาศาล เพียงแต่พวกเขายังไม่ซื้อสินค้าจากเราเท่านั้นเองเม่นเริ่มพิสูจน์ตัวเองด้วยการปรับกลยุทธ์ โดยเริ่มจากการรับฟังปัญหาของลูกค้า แล้วนำกลับมาปรับวิธีการขายและการบริการให้ตอบโจทย์มากขึ้น เพื่อดึง Volume ของลูกค้าเหล่านั้นกลับมา

แม้ตอนแรกคุณพ่อจะตั้งคำถาม แต่ผลลัพธ์กลับพิสูจน์ว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นช่วยกระจายต้นทุน ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลง และธุรกิจเติบโตขึ้นทะลุเป้า จนยอดขายพุ่งทะยานสู่ New High และทำให้คุณพ่อเริ่มไว้วางใจ เปิดโอกาสให้เม่นได้ลองคิดและตัดสินใจมากขึ้น

1% ที่คาใจ กับน้ำตาของลูกผู้ชายสองคน

ยอดขายปัง กิจการโต ผู้ใหญ่เปิดทาง... ทุกอย่างดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ แต่ลึกๆ ในใจเม่นกลับรู้สึกว่างเปล่า

“เวลาทำยอดขาย New High ได้ พ่อก็จะแค่ส่งสติกเกอร์มานิดๆ หน่อยๆ ไม่เคยชม ไม่เคยพูดอะไรเลย เราก็เริ่มตั้งคำถามว่า เขาภูมิใจไหมวะ หรือเรายังทำได้ไม่ดีพอ”

ความคาใจนี้ถูกระบายออกในวงสนทนากับเพื่อนสนิท เพื่อนของเขาแนะนำว่า ผู้ชายรุ่นพ่อเราไม่มีทางพูดคำว่ารักหรือภูมิใจออกมาหรอก ถ้าอยากรู้... ‘มึงต้องเดินไปถามเอง’

แม้ลึกๆ เม่นจะเชื่อมั่นถึง 99% ว่าพ่อต้องภูมิใจในตัวเขาแน่ๆ แต่ 1% ที่ไม่เคยได้ยินจากปาก มันคือสิ่งที่คาใจมาก วันหนึ่งในงานแต่งงานของญาติ เม่นรวบรวมความกล้าทั้งหมด เพื่อขอคุยกับพ่อแบบสองต่อสอง

“ยังไม่ทันพูดประโยคแรก ผมซัดร้องไห้ก่อนเลย ร้องจนพ่องง ผมถามเขาว่า ที่ผ่านมาเม่นทำยอดมาตั้งเยอะ ป๊ารักเม่นไหม ป๊าภูมิใจในตัวเม่นไหม ทำไมไม่เคยชมเม่นเลย”

ภาพที่เกิดขึ้นคือ ผู้ชายฟอร์มจัดสองคนนั่งร้องไห้ด้วยกัน พ่อของเม่นตอบกลับมาว่า เขาภูมิใจในตัวเม่นมากๆ บางอย่างเม่นทำได้ดีกว่าเขาเสียอีก และเขามักจะเอาเรื่องของเม่นไปเล่าอวดให้คนอื่นฟังเสมอ (แค่ไม่เคยเล่าให้ลูกฟัง)

การกอดกันในวันนั้น คือการทลายกำแพงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเม่น

“มันโล่งมากเลย มันเหมือนเราไม่ต้องพะวงหลังอีกแล้ว ปลดล็อกเรื่องนี้ปุ๊บ ที่เหลือมันลุยงานต่อได้แบบเต็มที่ และหลังจากวันนั้น บรรยากาศในบ้านเราก็ดีขึ้นมากๆ พ่อก็พยายามจะพูดชื่นชมมากขึ้น (แม้จะฝืนๆ หน่อยก็ตาม)” เม่นเล่าพร้อมรอยยิ้ม “ความสัมพันธ์กับงานใน Family Business มันแยกกันไม่ออกจริงๆ พอความสัมพันธ์ปลดล็อก งานมันก็ไปได้ดี”

 

วิสัยทัศน์ก้าวต่อไปของ WMI : เติบโตด้วยระบบและความเข้าใจลูกค้า

เมื่อกำแพงในใจถูกทลาย เป้าหมายต่อไปของทายาทรุ่น 2 คนนี้ คือการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

สิ่งที่เขาตั้งใจทำจึงเริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างองค์กร ยกระดับระบบบริหารงานและระบบ HR ตลอดจนสร้างมาตรฐานที่ทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาแบรนด์ ‘WMI mesh’ ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกมิติ

ไม่ว่าจะเป็นสินค้า คุณภาพ การบริการ ความรวดเร็วในการส่งมอบ หรือการแก้ปัญหา ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากความต้องการของลูกค้า เพราะสำหรับเม่น นี่คือหัวใจที่จะทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเดินหน้าต่อไปได้ในระยะยาว

“ผมอยากให้คนที่เข้ามาทำงานกับเรา เขามองเห็นโอกาสเติบโต โตไปพร้อมๆ กับธุรกิจที่ต้องชนะในตลาดด้วย ถ้าเข้ามาแล้วอีก 10 ปีก็ยังอยู่ที่เดิม แบบนั้นผมไม่เอา”

เสน่ห์ของธุรกิจครอบครัว คือ “ความไม่สมบูรณ์แบบ”

เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับทายาทธุรกิจคนอื่นๆ เม่นทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่ตกผลึกจากการคลุกฝุ่นมาตลอด 6-7 ปี

“ธุรกิจครอบครัวมันยาก และมีปัญหาเยอะมากๆ เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งถามตัวเองว่า ทำไมกูยังทนอยู่ที่นี่วะ แต่คำตอบที่ได้คือ... ความสนุกของธุรกิจครอบครัว คือการที่มันยังไม่สมบูรณ์นี่แหละ”

“มันอาจจะดูซาดิสม์นิดหน่อยนะ แต่ทำธุรกิจที่บ้าน ปัญหามันแก้ไม่จบไม่สิ้น มันชาเลนจ์เราตลอดเวลา ถ้าคุณเป็นคนชอบแก้ปัญหา ที่นี่คือที่ของคุณ มองให้มันเป็นสนามที่เรายังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ แล้วเราจะสนุกไปกับมันครับ”

บทเรียนจาก ‘เม่น ไวร์เมช’ สะท้อนให้เห็นว่า การสานต่อธุรกิจครอบครัวไม่ได้ใช้แค่สมองในการคิดกลยุทธ์ แต่ต้องใช้ความกล้าหาญในการทลายกำแพงความรู้สึกระหว่างเจเนอเรชัน เพราะบางครั้ง... กุญแจสำคัญที่ปลดล็อกศักยภาพของทายาทในการพุ่งชนเป้าหมาย อาจเป็นเพียงคำว่า ‘ภูมิใจ’ สั้นๆ จากคนที่เขารักที่สุดเพียงคนเดียว